ให้อาหารน้องหมา ชงกาแฟ รีบออกไปทำงาน ไปโรงเรียน ไปซ้อมฟุตบอล แถมยังมีนัดกินข้าวประจำเดือนของชมรมแฟนคลับ Steve Buscemi และอย่าลืมเปลี่ยนใบมีดโกนอีกล่ะ
ชีวิตประจำวันของเรามีเรื่องให้จัดการมากมาย จึงไม่แปลกที่บริการช่วยประหยัดเวลาอย่างระบบสมัครสมาชิกจะได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยตลาด Subscription eCommerce คาดว่าจะเติบโตจนมีมูลค่ามากกว่า 900,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2026
ฝั่งเจ้าของธุรกิจก็ได้ประโยชน์จากโมเดลธุรกิจแบบสมัครสมาชิกเช่นกัน เพราะสามารถสร้างรายได้ต่อเนื่องจากการขายเพียงครั้งเดียว อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ระบบเรียกเก็บเงินไปจนถึงการจัดส่ง การบริหารธุรกิจลักษณะนี้มีความซับซ้อนพอสมควร การใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแบบสมัครสมาชิกจึงช่วยลดภาระงานด้านการจัดการ เพิ่มความพึงพอใจให้ลูกค้า ประหยัดเวลา และช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรในระยะยาว
Subscription eCommerce คืออะไร
Subscription eCommerce คือโมเดลธุรกิจออนไลน์ที่ลูกค้าสมัครสมาชิกเพื่อรับสินค้า หรือบริการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเรียกว่า Subscription eCommerce โดยการสมัครสมาชิกอาจมีระยะเวลาสิ้นสุดที่กำหนดไว้ หรือดำเนินต่อไปจนกว่าลูกค้าจะยกเลิก ลูกค้าสามารถเลือกชำระเงินล่วงหน้า ชำระตามใบแจ้งหนี้ในรอบเวลาที่กำหนด หรืออนุญาตให้ระบบตัดเงินอัตโนมัติเป็นประจำ
สำหรับธุรกิจ Subscription eCommerce ช่วยเพิ่มรายได้ และเพิ่มมูลค่าตลอดอายุการใช้งานของลูกค้า (lifetime value) จากการขายเพียงครั้งเดียว
ควรพิจารณาอะไรบ้างเมื่อเลือกแพลตฟอร์ม Subscription eCommerce
การเริ่มต้นและบริหารธุรกิจอีคอมเมิร์ซแบบสมัครสมาชิก หรือ Subscription eCommerce จำเป็นต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทางหลายอย่าง เช่น ระบบจัดการสมาชิกและการเรียกเก็บเงินแบบอัตโนมัติ แพลตฟอร์ม Subscription eCommerce อย่าง Shopify ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจประเภทนี้โดยเฉพาะ
แพลตฟอร์ม Subscription eCommerce ส่วนใหญ่มักมีฟีเจอร์ ดังต่อไปนี้
-
รองรับหลายวิธีการชำระเงิน แพลตฟอร์ม Subscription eCommerce มักรองรับการชำระเงินหลายรูปแบบ เช่น บัตรเครดิต ดิจทัลวอลเล็ต และระบบชำระเงินออนไลน์ระดับสากล
-
ระบบวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง เครื่องมือวิเคราะห์ช่วยให้ธุรกิจติดตามยอดขายและประเมินประสิทธิภาพของสินค้าและบริการได้อย่างละเอียด
-
อินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย แพลตฟอร์มที่ดีควรช่วยให้ลูกค้าซื้อสินค้า จัดการบัญชี และติดตามการสมัครสมาชิกใน Subscription eCommerce ได้อย่างสะดวก
-
ระบบเรียกเก็บเงินและออกใบแจ้งหนี้อัตโนมัติ ธุรกิจที่ใช้ Subscription eCommerce มักเรียกเก็บเงินเป็นรอบตามช่วงเวลาที่กำหนด ซึ่งแพลตฟอร์มส่วนใหญ่จะช่วยจัดการขั้นตอนนี้ให้เป็นอัตโนมัติ
-
การเชื่อมต่อกับระบบอื่น (Integrations) สามารถเชื่อมต่อกับระบบชำระเงิน ระบบ CRM ซอฟต์แวร์บัญชี และเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ได้อย่างยืดหยุ่น
- การสนับสนุนลูกค้า แพลตฟอร์ม Subscription eCommerce ที่ดีควรมีบริการช่วยเหลือตลอด 24/7 เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อได้อย่างราบรื่น
6 แพลตฟอร์ม Subscription eCommerce ยอดนิยม 6
บริษัทด้านอีคอมเมิร์ซและซอฟต์แวร์หลายแห่งมีบริการจัดการระบบสมัครสมาชิก โดยทั้ง 6 แพลตฟอร์มนี้ได้รับความนิยมในกลุ่มเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก ด้วยจุดเด่นด้านราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ตัวเลือกการเชื่อมต่อที่ยืดหยุ่น และฟีเจอร์ที่หลากหลาย ครอบคลุมการใช้งานของธุรกิจแบบสมัครสมาชิก
1. Shopify
ในฐานะแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซครบวงจร Shopify ให้บริการจัดการสมาชิก หน้าร้านออนไลน์ การสนับสนุนการจัดส่ง ระบบ POS การประมวลผลการชำระเงิน และบริการสนับสนุนลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง
ความสามารถในการจัดการสมาชิกของ Shopify ประกอบด้วยฟีเจอร์ดังนี้
- การชำระเงินแบบวนซ้ำ
- รับบัตรเครดิตและการชำระเงินดิจิทัล
- รับกระเป๋าเงินมือถือ
- รับการชำระเงินทั่วโลก
- การปฏิบัติตาม PCI
- ช่วงเวลาการเรียกเก็บเงินที่ตั้งค่าได้
- การเรียกเก็บเงินสมาชิกที่ยืดหยุ่น
- ฟีเจอร์สมาชิก
- การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง
- การสนับสนุนลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง
Shopify มีแพ็กเกจให้เลือกหลากหลายสำหรับเจ้าของธุรกิจ โดยราคาเริ่มต้นที่ 39 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน หรือประมาณ 1,400 บาทต่อเดือน สำหรับแพ็กเกจพื้นฐาน ซึ่งมาพร้อมฟีเจอร์สนับสนุนการทำธุรกิจ เช่น ระบบรับชำระเงินและหน้าร้านค้าออนไลน์ โดย Shopify รองรับการจัดการระบบสมัครสมาชิกผ่านการเชื่อมต่อแอปเสริม หรือเปิดโอกาสให้ร้านค้าสร้างระบบสมัครสมาชิกแบบกำหนดเองได้ผ่าน Shopify Subscription APIs ดังนั้น หากต้องการขายสินค้าในรูปแบบสมัครสมาชิก ผู้ขายจะต้องสมัครแพ็กเกจ Shopify ก่อน จากนั้นจึงเพิ่มแอปสำหรับจัดการระบบสมัครสมาชิกเข้าไป สำหรับรูปแบบการสมัครสมาชิกที่ไม่ซับซ้อน สามารถตั้งค่าและบริหารจัดการได้ง่ายด้วยแอป Shopify Subscriptions ซึ่งใช้งานได้ฟรี ส่วนธุรกิจที่ต้องการฟีเจอร์ขั้นสูงมากขึ้น ก็สามารถเลือกใช้แอป subscription ได้หลากหลายจาก Shopify App Store เพื่อให้เหมาะกับรูปแบบการขายและการขยายธุรกิจในอนาคต
2. Adobe Commerce (เดิมชื่อ Magento)
Adobe Commerce เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซโอเพนซอร์สที่เสนอฟีเจอร์หลากหลายที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของธุรกิจออนไลน์ เช่นเดียวกับ Shopify โดย Adobe Commerce ให้ความสามารถในการจัดการสมาชิกผ่านส่วนขยายที่เสนอใน Adobe Commerce marketplace ซึ่งหมายความว่าเจ้าของธุรกิจต้องซื้อแอปพลิเคชันเพื่อเข้าถึงฟังก์ชันการจัดการสมาชิกของ Adobe Commerce
ฟีเจอร์ส่วนขยายการจัดการสมาชิกรวมถึง
- การปฏิบัติตาม PCI
- การเรียกเก็บเงินแบบวนซ้ำ
- การเชื่อมต่อการชำระเงิน
- แดชบอร์ดการจัดการสมาชิกสำหรับลูกค้า
- ช่วงเวลาการเรียกเก็บเงินแบบกำหนดเอง
- รับบัตรเครดิตและการชำระเงินดิจิทัล
Adobe Commerce เป็นซอฟต์แวร์แบบโอเพ่นซอร์ส ซึ่งหมายความว่าสามารถใช้งานแพลตฟอร์มได้ฟรี แต่จะมีระบบซัพพอร์ตแบบศูนย์กลางค่อนข้างจำกัด อย่างไรก็ตาม การตั้งค่าร้านค้าออนไลน์ด้วย Adobe Commerce ต้องใช้ความรู้ด้านการพัฒนาเว็บไซต์ในระดับที่สูงกว่าแพลตฟอร์มอื่นหลายเจ้า โดยต่างจาก Shopify การสร้างหน้าร้านบน Adobe Commerce จำเป็นต้องมีความรู้ภาษา PHP และอาจต้องใช้ภาษาโค้ดอื่นเพิ่มเติม หากต้องการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ซับซ้อนมากขึ้น ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ ค่าพัฒนาเว็บไซต์ ค่าโฮสติ้ง และค่าใช้งานส่วนขยาย และหากต้องการดำเนินธุรกิจแบบสมัครสมาชิกบน Adobe Commerce จะต้องซื้อบริการผ่านส่วนขยายจากผู้ให้บริการภายนอก ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 299–420 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 10,500–15,000 บาท ขึ้นอยู่กับฟีเจอร์และผู้พัฒนา extension ที่เลือกใช้
3. BigCommerce
BigCommerce เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซครบวงจรที่ให้หน้าร้านออนไลน์ ระบบ POS การประมวลผลการชำระเงิน และแอปมือถือ BigCommerce ยังเสนอฟังก์ชันการจัดการสมาชิกผ่านการเชื่อมต่อแอป ซึ่งหมายความว่าเจ้าของธุรกิจต้องเพิ่มแอปพลิเคชันเพื่อเข้าถึงฟีเจอร์การจัดการสมาชิกของ BigCommerce
ความสามารถในการจัดการสมาชิกของ BigCommerce ได้แก่
- การเรียกเก็บเงินอัตโนมัติเป็นรอบ
- รองรับมาตรฐานความปลอดภัย PCI
- รองรับการชำระเงินจากต่างประเทศ
- รองรับบัตรเครดิตและการชำระเงินดิจิทัล
- รองรับโมบายวอลเลท
- บริการซัพพอร์ตตลอด 24/7
แพ็กเกจพื้นฐานของ BigCommerce มีค่าใช้จ่าย 29.95 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน หรือประมาณ 1,050 บาทต่อเดือน และใน App Store ของ BigCommerce มีซอฟต์แวร์สำหรับ recurring billing และ subscription ให้เลือกใช้งาน 13 ตัวเลือก โดยมีตั้งแต่แบบใช้งานฟรี ไปจนถึงแบบซื้อไลเซนส์ครั้งเดียวราคาสูงสุดประมาณ 500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 17,500 บาท) พร้อมค่าบริการรายเดือนเพิ่มเติมประมาณ 99 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3,500 บาท ทั้งนี้หลายแอปยังมีรูปแบบราคาที่ปรับตามการใช้งานจริง โดยรวมค่าบริการรายเดือนเข้ากับค่าธรรมเนียมต่อธุรกรรมด้วย
4. Square
Square เป็นบริษัทประมวลผลการชำระเงินที่เสนอระบบ POS การออกใบแจ้งหนี้ และบริการเรียกเก็บเงินให้กับธุรกิจขนาดเล็กและกลาง Square ไม่ใช่บริษัทอีคอมเมิร์ซครบวงจร และแพลตฟอร์มไม่รองรับหน้าร้านเสมือนหรือเสนอการสนับสนุนการจัดส่ง
Square เสนอความสามารถในการจัดการสมาชิกในตัวต่อไปนี้ผ่าน Square Online Checkout
- การเรียกเก็บเงินแบบอัตโนมัติเป็นรอบ
- รองรับการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต
- รองรับการชำระเงินผ่าน mobile wallet
- รายงานกระแสเงินสด
- ไม่มีค่าบริการสำหรับใบแจ้งหนี้ที่ยังไม่ได้ชำระ
แพ็กเกจฟรีของ Square รองรับการออกใบแจ้งหนี้แบบเรียกเก็บเงินซ้ำ และการแจ้งเตือนการชำระเงินอัตโนมัติ ค่าธรรมเนียมต่อธุรกรรมอยู่ในช่วงตั้งแต่ 1% สำหรับการชำระเงินผ่าน ACH (ขั้นต่ำประมาณ 35 บาทต่อธุรกรรม) ไปจนถึง 3.5% บวกเพิ่มอีกประมาณ 5 บาท สำหรับธุรกรรมแบบบันทึกบัตรไว้ในระบบ
5. Stripe
Stripe เป็นบริษัทประมวลผลการชำระเงินที่รับการชำระเงินแบบวนซ้ำผ่าน Stripe Connect เช่นเดียวกับ Square ซึ่ง Stripe เป็นผู้ให้บริการการชำระเงินและไม่ให้บริการอีคอมเมิร์ซครบชุด (เช่น หน้าร้านออนไลน์หรือการสนับสนุนการจัดส่ง)
ฟีเจอร์การจัดการสมาชิกของ Stripe มีดังนี้
- การเรียกเก็บเงินอัตโนมัติเป็นรอบ
- ตัวเลือกการเชื่อมต่อที่ยืดหยุ่น
- รายงานที่ปรับแต่งได้ตามต้องการ
- ระบบคำนวณภาษีอัตโนมัติ
- รองรับการชำระเงินทั้งออนไลน์และหน้าร้าน
- รองรับการชำระเงินจากต่างประเทศ
- รองรับการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต
- รวมมาตรฐานความปลอดภัย PCI
- บริการซัพพอร์ตตลอด 24/7
Stripe Connect มีฟีเจอร์จัดการระบบสมัครสมาชิกให้ใช้งานภายใต้แพ็กเกจรายเดือนแบบไม่มีค่าใช้จ่าย และคิดค่าธรรมเนียมต่อธุรกรรมที่ 2.9% บวกเพิ่มอีกประมาณ 10 บาท ต่อการเรียกเก็บเงินด้วยบัตรเครดิตที่สำเร็จหนึ่งครั้ง
6. Recurly
Recurly เป็นแพลตฟอร์มการจัดการการเรียกเก็บเงินที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อตอบสนองความต้องการของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจแบบสมาชิก ซอฟต์แวร์ของ Recurly เชื่อมต่อกับเว็บไซต์ ผู้ประมวลผลการชำระเงิน เกตเวย์การชำระเงิน และระบบการจัดการความสัมพันธ์ลูกค้าที่มีอยู่ของคุณ
ฟีเจอร์ของ Recurly ประกอบด้วย
- การเรียกเก็บเงินอัตโนมัติเป็นรอบ
- ระบบวิเคราะห์ข้อมูลและรายงานขั้นสูง
- ตัวเลือกการเชื่อมต่อที่ยืดหยุ่น
- การออกใบแจ้งหนี้อัตโนมัติ
- รองรับการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตและการชำระเงินดิจิทัล
- รองรับการชำระเงินจากต่างประเทศ
- รองรับ mobile wallet
แพ็กเกจ Core ของ Recurly มีค่าใช้จ่าย 249 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน หรือประมาณ 8,700 บาทต่อเดือน และแนะนำสำหรับธุรกิจที่มีรายได้จากระบบสมัครสมาชิกไม่เกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยรายได้รายเดือน 40,000 ดอลลาร์สหรัฐแรก (ประมาณ 1.4 ล้านบาท) รวมอยู่ในแพ็กเกจ Core แล้ว ส่วนรายได้ที่เกินจากนี้จะถูกคิดค่าบริการเพิ่มเติมที่ 0.9%
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแพลตฟอร์ม Subscription eCommerce
แพลตฟอร์ม Subscription eCommerce คืออะไร
แพลตฟอร์ม Subscription eCommerc คือระบบออนไลน์ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถตั้งค่าและจัดการการขายแบบสมัครสมาชิก รวมถึงการเรียกเก็บเงินแบบอัตโนมัติเป็นรอบ ๆ โดยทั่วไปจะมีฟีเจอร์อย่างการออกใบแจ้งหนี้อัตโนมัติและระบบตัดชำระเงินซ้ำ
ผู้ให้บริการ Subscription eCommerce อาจเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (เช่น Shopify) ผู้ให้บริการชำระเงิน (เช่น Square) หรือแพลตฟอร์มด้านการเรียกเก็บเงินโดยเฉพาะ (เช่น Recurly)
จะตั้งค่าการเรียกเก็บเงินแบบสมัครสมาชิกบน Shopify ได้ยังไง
การตั้งค่าบริการสมัครสมาชิกบน Shopify ทำได้ไม่ซับซ้อน โดยมีขั้นตอนดังนี้
- สมัครบัญชี Shopify
- ตั้งค่าร้านค้าออนไลน์
- เพิ่มแอปสำหรับจัดการระบบสมัครสมาชิก
ข้อดีของแพลตฟอร์ม Subscription eCommerce คืออะไร
แพลตฟอร์ม Subscription eCommerce ช่วยประหยัดเวลาให้เจ้าของธุรกิจด้วยระบบเรียกเก็บเงินและออกใบแจ้งหนี้อัตโนมัติ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มรายได้ผ่านการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ลดอัตราการยกเลิกสมาชิก และทำให้ลูกค้าชำระเงินได้สะดวกยิ่งขึ้น


