หากคุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่ ก็แสดงว่ารู้ดีอยู่แล้วว่าการมีเว็บไซต์สำหรับธุรกิจขนาดเล็กนั้นสำคัญขนาดไหน จากข้อมูลของ Zippia พบว่าผู้บริโภค 81% จะค้นหาข้อมูลธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์ก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าเสมอ และหากต้องการใช้งานช่องทางนี้ทางเลือกในการสร้างเว็บไซต์ก็มีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องมือสร้างเว็บไซต์แบบลาก-วาง การจ้างผู้เชี่ยวชาญมาออกแบบและเขียนโค้ดให้ พร้อมทั้งเรียนรู้การเขียนโค้ดด้วยตัวเอง
แต่ไม่ว่าจะเลือกใช้งานวิธีไหน ความเข้าใจพื้นฐานการสร้างเว็บไซต์ก็นับเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เนื่องจากการเข้าใจโค้ดของเว็บไซต์ธุรกิจก็คล้ายกันกับการรู้ว่าตู้เบรกเกอร์และระบบปรับอากาศอยู่ตรงไหนในร้านค้าจริง นั่นคือแม้อาจจะไม่ได้ใช้งานในทุก ๆ วัน แต่การมีความรู้ดังกล่าวไว้ก็จะทำให้รู้สึกมั่นใจได้มากขึ้น
วิธีการสร้างเว็บไซต์
การสร้างเว็บไซต์อาจจะง่ายกว่าที่คิด โดยสิ่งแรกที่ต้องทำคือตัดสินใจว่าต้องการมีส่วนร่วมในกระบวนการมากน้อยแค่ไหน เพราะทุกตัวเลือกดังต่อไปนี้สามารถจ้างนักพัฒนามืออาชีพมาทำให้ได้ แต่ความแตกต่างจะตกไปอยู่ที่ระดับการควบคุมที่มีและความละเอียดของการปรับแต่งตามต้องการที่กำหนดในแต่ละหน้าเว็บ ทั้งในระหว่างการสร้างและภายหลังการสร้างเว็บไซต์
โปรแกรมสร้างเว็บไซต์
เครื่องมือการสร้างเว็บไซต์อย่าง Squarespace, Wix และ Shopify เป็นโซลูชันแบบไม่ต้องเขียนโค้ดที่ช่วยให้ผู้ใช้ที่มีทักษะเชิงเทคนิคจำกัดสามารถลาก-วางองค์ประกอบการออกแบบได้อย่างง่ายดายตามต้องการ เครื่องมือเหล่านี้มีเทมเพลตการออกแบบระดับมืออาชีพและคลังปลั๊กอินที่ใช้งานง่ายมากมาย ซึ่งช่วยเพิ่มฟังก์ชันขั้นสูงให้กับเว็บไซต์ได้ โดย Squarespace เองมีชื่อเสียงในด้านเทมเพลตการออกแบบเว็บที่สวยงาม ในขณะที่ Shopify ตอบโจทย์ความต้องการของเจ้าของธุรกิจโดยตรงด้วยการมอบประสบการณ์การช็อปปิ้งที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ให้กับลูกค้า
ระบบจัดการคอนเทนต์
ระบบจัดการเนื้อหา (Content Management System หรือ CMS) อย่าง WordPress มีมาก่อนเครื่องมือสร้างเว็บไซต์ส่วนใหญ่ และถูกออกแบบมาเพื่อจัดระเบียบฐานข้อมูลเนื้อหา โดยการใช้งาน CMS มักจะแปลว่าต้องเขียนโค้ดง่าย ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ เป็น ซึ่งแพลตฟอร์ม CMS ส่วนใหญ่สามารถใช้งานร่วมกับปลั๊กอินต่าง ๆ ที่ขยายฟังก์ชันการทำงานได้ และ ณ ปี 2023 เว็บไซต์มากกว่า 43% ของอินเทอร์เน็ตก็สร้างขึ้นด้วย WordPress อย่างไรก็ตาม WordPress ใช้งานได้ยากกว่าเครื่องมือสร้างเว็บไซต์ใหม่ ๆ ในปัจจุบันและต้องการความรู้ด้านเทคนิคมากกว่า เช่น ความรู้เรื่องการโฮสต์เว็บไซต์และประสบการณ์ในการเขียนโค้ดนั่นเอง
เขียนโค้ดเว็บไซต์เอง
การเรียนรู้การเขียนโค้ดเว็บไซต์ด้วยตนเองแปลว่าผู้สร้างจำเป็นจะต้องเรียนรู้ในด้าน HTML (hypertext markup language), CSS (cascading style sheets) รวมถึง JavaScript โดยนี่คือข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาษาแต่ละชนิด:
- HTML ภาษามาร์กอัปที่ใช้แท็กและโค้ดเพื่ออธิบายว่าข้อความหรือข้อมูลควรจัดรูปแบบอย่างไร นักพัฒนาเว็บจึงมักใช้ HTML ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานและเนื้อหาของหน้าเว็บ
- CSS ภาษาสไตล์ชีต ช่วยให้นักพัฒนาเว็บเลือกสี ฟอนต์ ระยะห่าง และเลย์เอาต์สำหรับองค์ประกอบ HTML ได้
- JavaScript ภาษาโปรแกรมที่ช่วยให้นักพัฒนาเว็บสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานในรูปแบบต่าง ๆ ได้ โดยใช้เพื่อเสริมความสามารถในการโต้ตอบให้กับหน้าเว็บ ตัวอย่างเช่น อาจใช้ JavaScript เพื่ออัปเดตสต๊อกสินค้าให้แสดงบนหน้าสินค้าได้โดยอัตโนมัติ
วิธีเขียนโค้ดเว็บไซต์ด้วยโปรแกรมสร้างเว็บไซต์
- เลือกแพลตฟอร์มและแพ็กเกจ
- เลือกชื่อโดเมน
- เลือกเทมเพลต
- วางแผนโครงสร้างเว็บไซต์
- ปรับแต่งเว็บไซต์
- ตั้งค่าตัวเลือกอีคอมเมิร์ซ
- ดูตัวอย่างและทดสอบ
- เปิดตัว
หากใช้เครื่องมือสร้างเว็บไซต์ ก็ไม่จำเป็นจะต้องรู้ถึงความแตกต่างระหว่างแท็กกับสไตล์ชีต เนื่องจากเครื่องมือส่วนใหญ่จะช่วยให้ตั้งค่าเว็บไซต์ได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง หรือแม้กระทั่งไม่กี่นาที
1. เลือกแพลตฟอร์มและแพ็กเกจ
ควรศึกษาแพลตฟอร์มเครื่องมือสร้างเว็บไซต์ต่าง ๆ รวมถึงตัวเลือกราคาที่หลากหลาย โดยทั้ง Wix, Squarespace และ GoDaddy ล้วนช่วยให้ตั้งค่าได้ง่าย ส่วนเครื่องมือสร้างเว็บไซต์ของ Shopify ก็เหมาะสำหรับการตั้งค่าร้านค้าอีคอมเมิร์ซที่ปรับแต่งได้อย่างเต็มรูปแบบ
2. เลือกชื่อโดเมน
เลือก URL (หรือที่อยู่เว็บไซต์) ให้ใกล้เคียงกับชื่อธุรกิจมากที่สุด และหากมีโดเมนที่จดทะเบียนไว้แล้ว ก็สามารถให้สิทธิ์เครื่องมือสร้างเว็บไซต์เข้าถึงได้
3. เลือกเทมเพลต
ส่วนหนึ่งที่สนุกของการใช้เครื่องมือสร้างเว็บไซต์คือการเลือกดูเทมเพลตสำเร็จรูปที่ออกแบบโดยมืออาชีพมากมาย ซึ่งมีสไตล์ตั้งแต่มินิมอล ลายดอกไม้ ไปจนถึงแบบที่ดูราวกับหลุดมาจากอนาคต
4. วางแผนโครงสร้างเว็บไซต์
นี่คือจุดหนึ่งที่การศึกษาคู่แข่งนับเป็นทิศทางที่ดี เนื่องจากการศึกษาว่าแบรนด์อื่น ๆ มีหน้าเว็บประเภทไหนบ้าง (และจัดระเบียบข้อมูลอย่างไร) จะช่วยให้สร้างโครงสร้างเว็บไซต์ที่ใช้งานง่ายได้ รวมถึงหน้าเว็บทั่วไป ได้แก่ หน้าเกี่ยวกับเรา ช่องทางการติดต่อ บล็อก และแค็ตตาล็อกสินค้า
5. ปรับแต่งเว็บไซต์
สามารถลาก-วางองค์ประกอบต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นภาพที่ปรับแต่งเอง ข้อความอธิบาย คารูเซลภาพ และอื่น ๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ยังสามารถปรับแต่งองค์ประกอบการออกแบบเพื่อให้ผสานแบรนด์และข้อความของธุรกิจเข้าด้วยกันได้ดีขึ้นอีกด้วย
6. ตั้งค่าตัวเลือกอีคอมเมิร์ซ
หากเป็นไปได้ สามารถเพิ่มสินค้าในร้านโดยระบุชื่อสินค้า คำอธิบาย ราคา และรูปภาพ
7. ดูตัวอย่างและทดสอบ
คลิกปุ่มดูตัวอย่างและใช้เวลาสักพักในการท่องเว็บไซต์ รวมทั้งขอความคิดเห็นจากบุคคลภายนอกจำนวนหนึ่งก่อนเปิดตัว โดยหากสินค้าหรือบริการมีความซับซ้อนมากขึ้น อาจต้องปรับแต่งและดูตัวอย่างหลายรอบ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณค่าที่นำเสนอของธุรกิจถูกแสดงออกมาอย่างชัดเจน
8. เปิดตัว
ประกาศว่าเว็บไซต์เปิดให้บริการแล้วผ่านการใช้งานอีเมล โซเชียลมีเดีย และการบอกต่อแบบปากต่อปาก
วิธีเขียนโค้ดเว็บไซต์ตั้งแต่เริ่มต้น
- ศึกษาให้เข้าใจ
- วางแผนและออกแบบเว็บไซต์
- เขียน HTML พื้นฐาน
- เขียนกฎ CSS เพื่อจัดสไตล์องค์ประกอบ HTML
- ใส่ JavaScript
- ตั้งค่าเซิร์ฟเวอร์
- ซื้อชื่อโดเมนและเลือกผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้ง
- เปิดตัว
การพัฒนาเว็บมักแบ่งออกเป็นขั้นตอนการพัฒนาเว็บฝั่งหน้าบ้าน ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบภาพที่ผู้ใช้โต้ตอบด้วย และการพัฒนาเว็บฝั่งหลังบ้าน ซึ่งรวมถึงการจัดการเซิร์ฟเวอร์และฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย การฝึกฝนกระทั่งเข้าขั้นเป็นนักพัฒนาเว็บแบบ Full-stack (ผู้ที่เชี่ยวชาญทั้งการพัฒนาเว็บฝั่งหน้าบ้านและหลังบ้าน) จึงอาจใช้เวลาหลายปี แต่ต่อไปนี้คือภาพรวมของกระบวนการสร้างเว็บไซต์ธุรกิจที่ค่อนข้างตรงไปตรงมาด้วยตนเอง:
1. ศึกษาให้เข้าใจ
เรียนรู้พื้นฐานของ HTML, CSS และ JavaScript ซึ่งเป็นภาษาโค้ดหลักสำหรับการสร้างเว็บไซต์ รวมทั้งพิจารณาเข้าร่วมคอร์สเรียนแบบเสียค่าใช้จ่ายตามเว็บไซต์อย่าง Coursera รวมถึงแหล่งข้อมูลเฉพาะด้านโค้ดอย่าง Codecademy ด้วย
2. วางแผนและออกแบบเว็บไซต์
ต่อมาจึงจะเป็นเวลาตัดสินใจเกี่ยวกับโครงสร้างและเลย์เอาต์จริงของเว็บไซต์ รวมถึงหน้าเว็บที่ต้องการและคำถามที่ว่าควรจัดโครงสร้างอย่างไร
3. เขียน HTML พื้นฐาน
โค้ด HTML เปรียบเสมือนพิมพ์เขียวของบ้าน กล่าวคือเป็นส่วนที่จะควบคุมการวางเลย์เอาต์ของหน้าเว็บ รวมถึงโครงสร้างของส่วนต่าง ๆ ลำดับของหน้า และเนื้อหาดิบในแต่ละหน้าเว็บด้วย ซึ่งสามารถสร้างในเอกสาร HTML ง่าย ๆ แล้วดูเป็นหน้าเว็บพื้นฐานโดยใช้เบราว์เซอร์ที่ต้องการ นอกจากนี้ยังอาจใช้เทคนิค technical SEO เพื่อเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์ติดอันดับบนเสิร์ชเอนจิน
4. เขียนกฎ CSS เพื่อจัดสไตล์องค์ประกอบ HTML
CSS ให้ความสวยงามทางภาพทั้งหมดสำหรับเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นสี ขนาดฟอนต์ ระยะห่าง หรือเลย์เอาต์ โดยมากมักจะเขียนโค้ดนี้เป็นไฟล์แยกและอ้างอิงในเอกสาร HTML เพื่อให้เบราว์เซอร์รู้วิธีแสดงผลข้อมูล
5. ใส่ JavaScript
โค้ด JavaScript จะสร้างองค์ประกอบโต้ตอบทั้งหมดของเว็บไซต์ เช่น เมนูนำทาง สไลเดอร์ และการตรวจสอบฟอร์ม รวมถึงแอนิเมชันและการกระทำที่ผู้ใช้เป็นผู้เริ่มต้น
6. ตั้งค่าเซิร์ฟเวอร์
ต่อมาจึงจะเป็นขั้นตอนที่ต้องรับบทนักพัฒนาเว็บฝั่งหลังบ้าน คือการสร้างฟังก์ชันฝั่งเซิร์ฟเวอร์ที่ต้องใช้ภาษาโปรแกรมอื่น เช่น node.js หรือ Python
7. ซื้อชื่อโดเมนและเลือกผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้ง
อัปโหลดเว็บไซต์ (นั่นคือไฟล์ HTML, CSS และ JavaScript ที่สร้างขึ้น) ไปยังเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้โฮสต์เว็บโดยใช้ file transfer protocol (FTP) หรือวิธีอื่น ๆ
8. เปิดตัว
ทดสอบเว็บไซต์เวอร์ชันใช้งานจริงเพื่อให้แน่ใจว่าทุกหน้าเว็บทำงานตามที่คาดหวัง และเปิดเว็บไซต์ให้ผู้เยี่ยมชมเข้าถึงได้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโค้ดเว็บไซต์
ใช้เวลานานแค่ไหนในการเขียนโค้ดเว็บไซต์
เวลาที่ใช้ในการเขียนโค้ดเว็บไซต์แตกต่างกันไปตามปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความซับซ้อนของเว็บไซต์ ความคุ้นเคยกับการเขียนโค้ด และฟีเจอร์ที่ต้องการ โดยเว็บไซต์ง่าย ๆ อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน ในขณะที่เว็บไซต์ที่ซับซ้อนกว่าอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน
สามารถเขียนโค้ดเว็บไซต์ได้ฟรีหรือไม่
สามารถเขียนโค้ดเว็บไซต์ได้ฟรีโดยใช้เทคโนโลยีโอเพนซอร์ส เช่น HTML, CSS และ JavaScript แต่อาจต้องจ่ายค่าชื่อโดเมนและโฮสติ้ง แต่ก็มีตัวเลือกฟรีสำหรับสิ่งเหล่านี้ด้วยเช่นกัน
หาแหล่งข้อมูลเพื่อเรียนรู้และพัฒนาทักษะการพัฒนาโค้ดเว็บไซต์ได้ที่ไหน
สามารถหาแหล่งข้อมูลได้จากแพลตฟอร์มอย่าง freeCodeCamp, Codecademy และ MDN Web Docs รวมถึงบทเรียนและคอร์สในเว็บไซต์อย่าง Udemy, Coursera และ YouTube

