มาร์ค ทเวน เคยเขียนไว้ว่า “ถ้าผมมีเวลา ผมจะเขียนจดหมายให้สั้นลง” ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายในการเขียนให้กระชับ ในโลกที่เร่งรีบในปัจจุบัน การสื่อสารให้ชัดเจนและกระชับเป็นสิ่งสำคัญและยากกว่าที่เคย การแข่งขันเพื่อดึงดูดความสนใจออนไลน์ โดยมีโอกาสน้อยในการสร้างความประทับใจที่ยั่งยืน หมายความว่าข้อความของคุณต้องสั้นและตรงประเด็น
ด้วยเหตุนี้ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Instagram และ TikTok จึงจำกัดพื้นที่ bio ให้สั้นมาก และในช่วงหนึ่ง Instagram ยังอนุญาตให้ใส่ลิงก์ได้เพียงลิงก์เดียวเท่านั้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Linktree ซึ่งเป็นเครื่องมือรวมหลายลิงก์ไว้ใน URL เดียว จึงกลายเป็นเว็บทำ Linktree ตัวเลือกหลักสำหรับคนที่ต้องการใส่มากกว่าหนึ่งลิงก์ใน bio
แม้ปัจจุบัน TikTok และ Instagram จะเปิดให้เพิ่มลิงก์ได้หลายรายการแล้ว แต่เครื่องมืออย่าง Linktree ก็ไม่ได้หายไปไหน กลับเติบโตเป็นอุตสาหกรรมของตัวเอง ด้วยความสามารถในการสร้างหน้าแลนดิ้งเพจรวมลิงก์สำคัญทั้งหมดไว้ในที่เดียว บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า Linktree คืออะไร และมีเว็บทำ Linktree ทางเลือกยอดนิยมอะไรบ้างที่ควรรู้ก่อนเลือกใช้งาน
Linktree คืออะไร?
Linktree คือเครื่องมือประเภท link-in-bio บนโซเชียลมีเดีย ที่ช่วยให้คุณรวมหลายลิงก์ไว้ในหน้าแลนดิ้งเพจเดียว ไม่ว่าจะเป็นโปรไฟล์โซเชียล เว็บไซต์ ร้านค้าออนไลน์ หรือแพลตฟอร์มอื่น ๆ จากนั้นนำลิงก์เดียวนี้ไปใส่ใน bio ทำให้คนที่เข้ามาดูโปรไฟล์สามารถเข้าถึงทุกลิงก์สำคัญของคุณได้ในคลิกเดียว และด้วยเหตุนี้ Linktree จึงกลายเป็นเว็บทำ Linktree ที่ได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มอย่าง Instagram และ TikTok ที่จำกัดจำนวนลิงก์ในโปรไฟล์
ลองนึกภาพว่าคุณเป็นวงดนตรี และอยากโปรโมตมิวสิกวิดีโอใหม่ผ่าน bio บน Instagram แต่ก็ยังอยากให้คนหาเว็บไซต์หลัก ร้านค้าออนไลน์ Spotify, YouTube และช่องทางโซเชียลอื่น ๆ ของคุณเจอด้วย Linktree จะช่วยสร้างหน้าแลนดิ้งเพจที่รวมลิงก์ทั้งหมดไว้ในที่เดียว แล้วคุณแค่วางลิงก์เดียวลงใน bio ผู้ใช้งานก็สามารถเลือกคลิกไปยังปลายทางที่ต้องการได้เอง โดยไม่ถูกแพลตฟอร์มโซเชียลจำกัดการเข้าถึงลิงก์อื่น ๆ ของคุณ
แล้วทำไมต้องใช้เว็บทางเลือก Linktree?
ถึง Linktree จะเป็นเครื่องมือยอดนิยม แต่ก็มีเหตุผลอยู่ไม่น้อยที่ทำให้หลายคนเริ่มมองหาเว็บทำ Linktree ทางเลือกอื่น จุดแข็งหลักของ Linktree คือความใช้งานง่าย เปิดแล้วใช้ได้ทันที แต่ถ้าคุณต้องการปรับแต่งได้มากกว่านั้น อาจเริ่มรู้สึกว่าตัวเลือกยังจำกัด โดยเฉพาะเรื่องโดเมน เพราะ Linktree ไม่อนุญาตให้ใช้ URL จากโดเมนที่คุณเป็นเจ้าของ ลิงก์ของคุณจึงต้องขึ้นต้นด้วย“linktr.ee/” เสมอ
สำหรับคนที่ทำร้านค้าออนไลน์ อีกข้อจำกัดที่พบบ่อยคือหน้าแลนดิ้งเพจของ Linktree จะเป็นแบบคอลัมน์เดียว ซึ่งอาจไม่เหมาะกับการโชว์สินค้า หน้าอาจดูแน่น รูปตัวอย่างมีขนาดเล็ก และทำให้ลูกค้าเลื่อนดูได้ไม่สะดวก ในขณะที่เว็บทำ Linktree ทางเลือกหลายเจ้า เปิดให้จัดวางลิงก์แบบกริด พร้อมรูปภาพขนาดใหญ่ คล้ายฟีด Instagram ทำให้ลูกค้าคลิกดูสินค้าแต่ละชิ้นได้ง่ายและน่าสนใจกว่า
จัดอันดับ 5 เว็บทำ Linktree ทางเลือกที่ดีที่สุด
เว็บทำ Linktree ที่ดีที่สุดไม่ได้มีคำตอบเดียว ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการอะไรเป็นหลัก ซึ่งแต่ละตัวก็มีจุดเด่นและรูปแบบการใช้งานแตกต่างกันไป ดังนี้
1. Linkpop
Linktree ยังไม่เปิดให้ผู้ใช้แพ็กเกจฟรีดูข้อมูลวิเคราะห์เชิงลึก แต่ Linkpop ทำได้ สำหรับใครที่กำลังมองหาเว็บทำ Linktree ที่ให้ดูทราฟฟิกและพฤติกรรมผู้เข้าชมได้จริง Linkpop ช่วยให้คุณวิเคราะห์ได้ว่า ผู้เข้ามาคลิกสนใจอะไร และสุดท้ายตัดสินใจซื้ออะไรบ้าง นอกจากนี้ คุณยังสามารถขายสินค้าได้โดยตรงจากหน้า link-in-bio อีกด้วย
ราคา: ฟรี
2. bitLink
BitLink เป็นเครื่องมือ bio link ที่เปิดให้คุณใช้โดเมนของตัวเองได้ ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่ Linktree ยังทำไม่ได้ และเช่นเดียวกับ Linktree, bitLink เหมาะมากสำหรับครีเอเตอร์ที่ต้องการธีมและพาเลตสีที่ปรับแต่งได้ หากคุณกำลังมองหาเว็บทำ Linktree ที่ให้ภาพลักษณ์ดูเป็นแบรนด์มากขึ้นผ่านโดเมนส่วนตัว bitLink เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
ราคา: ฟีเจอร์ส่วนใหญ่ รวมถึงการใช้โดเมนแบบปรับแต่งได้ เปิดให้ใช้งานฟรี ส่วนฟีเจอร์ขั้นสูง เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม และการซัพพอร์ตแบบลำดับความสำคัญ มีค่าใช้จ่ายประมาณ 175 บาท / เดือน
3. Mezink
Mezink Mezink เป็นเครื่องมือสร้างเว็บไซต์ฟรี ที่มาพร้อมฟีเจอร์หน้า bio link แบบปรับแต่งได้ด้วย ตัวเลือกนี้ถือเป็น เว็บทำ Linktree ทางเลือกที่เหมาะกับสายอีคอมเมิร์ซเป็นพิเศษ
เมื่อผู้ใช้คลิกลิงก์ bio ของคุณ จะพบกับหน้าแลนดิ้งเพจที่ออกแบบตามแบรนด์ ซึ่งสามารถใส่คอลเลกชัน ลิงก์โซเชียล แกลเลอรีสินค้า และลิงก์สำคัญทั้งหมดที่ช่วยให้ลูกค้ามีส่วนร่วมกับแบรนด์ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ Mezink ยังรองรับการสร้าง QR Code สำหรับใครที่ต้องการพาคนจากออฟไลน์มาที่เว็บไซต์ อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับ Linktree เครื่องมือนี้ไม่รองรับการปรับแต่งโดเมน
ราคา: ฟรี
4. Maker Bio
Maker Bio เป็นเครื่องมือ link-in-bio แบบปรับแต่งได้ ที่ออกแบบมาโดยเน้นผู้ใช้งานสายอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ ด้วยระบบแก้ไขแบบลากและวาง เครื่องมือนี้สามารถเชื่อมต่อกับโซเชียลมีเดียอย่าง Instagram (และในเร็ว ๆ นี้ TikTok) พร้อมทั้งซิงก์ข้อมูลกับ Shopify โดยอัตโนมัติ เพื่อให้รายการสินค้าของคุณอัปเดตตรงกันอยู่เสมอ
สำหรับใครที่มองหาเว็บทำ Linktree ที่โฟกัสการขายจริงจัง และเชื่อม Shopify ได้ลึก Maker Bio คือหนึ่งในตัวเลือกที่เด่นที่สุด
ราคา: แพ็กเกจ Starter ราคาประมาณ 3,500 บาท/เดือน แพ็กเกจ Pro เริ่มต้นที่ประมาณ 10,500 บาท/เดือน
5. Lnk.bio
Lnk.bio Lnk.bio เปิดให้คุณใส่ลิงก์ได้ไม่จำกัดจำนวน และยังรองรับการตั้งเวลาลิงก์ล่วงหน้า เมื่อคุณตั้งเวลาลิงก์ให้ตรงกับโพสต์ Instagram ที่ตั้งเวลาไว้ จะช่วยให้ลิงก์ที่เกี่ยวข้องพร้อมใช้งานทันทีเมื่อโพสต์ถูกเผยแพร่
สำหรับครีเอเตอร์ที่ต้องการจัดการคอนเทนต์อย่างเป็นระบบ Lnk.bio ถือเป็นเว็บทำ Linktree ที่ช่วยลดขั้นตอนและเพิ่มประสิทธิภาพได้ดี
ราคา: แพ็กเกจพื้นฐานใช้งานได้ฟรีและแพ็กเกจแบบเสียเงินเริ่มต้นที่ 35 บาท/เดือนสำหรับฟีเจอร์ตั้งเวลาลิงก์
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเว็บทำ Linktree
มีทางเลือกที่ดีกว่า Linktree มั้ย
มี เว็บทำ Linktree ทางเลือกหลายเจ้า เช่น Beacons, Taplink และ Lnk.Bio ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สร้างหน้าแลนดิ้งเพจรวมหลายลิงก์ได้แบบปรับแต่งเอง แพลตฟอร์มเหล่านี้ช่วยจัดระเบียบลิงก์โซเชียลและคอนเทนต์ต่าง ๆ ให้อยู่ในที่เดียว ทำให้ผู้ชมคลิกต่อได้ง่ายขึ้น การเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมมักขึ้นอยู่กับความยืดหยุ่นด้านดีไซน์และความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล
มีเว็บทำ Linktree ที่ดีกว่า Linktree จริงหรือไม่
ขึ้นอยู่กับความต้องการของคุณ หากคุณต้องการเพียงหน้า link-in-bio แบบพื้นฐาน Linktree ก็เพียงพอ แต่หากมองหาเว็บทำ Linktree ที่มีฟีเจอร์มากกว่า เช่น การใช้โดเมนของตัวเอง การปรับแต่งขั้นสูง ระบบวิเคราะห์ข้อมูล เครื่องมือแก้ไขแบบลากและวาง หรือเลย์เอาต์ที่ออกแบบมาเพื่ออีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ ก็มีทางเลือกอื่นที่ตอบโจทย์มากกว่า
Linktree ยังใช้ฟรีอยู่มั้ย
Linktree ยังมีแพ็กเกจฟรีสำหรับใช้งานส่วนตัว โดยสามารถเพิ่มลิงก์ได้ไม่จำกัด หากต้องการฟีเจอร์อย่างการตั้งเวลาลิงก์หรือเครื่องมือด้าน affiliate marketing จะต้องอัปเกรดเป็นแพ็กเกจประมาณ $5/เดือน (ราว 175 บาท/เดือน) ส่วนแพ็กเกจที่มีระบบติดตาม Conversion และการซัพพอร์ตที่ดีขึ้นอยู่ที่ $9/เดือน (ประมาณ 315 บาท/เดือน) และหากต้องการสมาชิกระดับพรีเมียมที่มีผู้ดูแลเฉพาะ พร้อมสิทธิพิเศษอื่น ๆ จะอยู่ที่ $24/เดือน (ประมาณ 840 บาท/เดือน)
ข้อเสียของ Linktree คืออะไร
Linktree ไม่รองรับการใช้โดเมนส่วนตัว คุณจำเป็นต้องพาผู้ชมไปยังเว็บไซต์ของบุคคลที่สาม ซึ่งอาจไม่เหมาะกับแบรนด์ที่ต้องการความเป็นมืออาชีพสูง นี่จึงเป็นเหตุผลที่เว็บทำ Linktree ทางเลือกหลายเจ้าชูจุดเด่นเรื่อง custom domain และฟีเจอร์เสริมอื่น ๆ โดยแต่ละแพลตฟอร์มก็มีข้อดีและราคาที่แตกต่างกันไป


