ลูกค้าในปัจจุบันคาดหวังที่จะซื้อสินค้าออนไลน์ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย เนื่องจากโมบายล์วอลเล็ต ระบบสมัครสมาชิกแบบตัดเงินอัตโนมัติ รวมถึงช่องทางชำระเงินออนไลน์อันแสนสะดวกสบายอื่น ๆ มีการเติบโต ในเชิงเดียวกันนี้ผลสำรวจของ Baymard Institute ในปี 2025 จึงพบว่านักช้อป 1 ใน 10 คนในสหรัฐฯ จะมีแนวโน้มละทิ้งการซื้อหากไม่มีวิธีการชำระเงินที่ต้องการ
เมื่อลูกค้าแต่ละรายต้องการช่องทางชำระเงินออนไลน์ที่แตกต่างกันดังนี้แล้ว การรับชำระเงินหลายช่องทางจึงจะช่วยลดความเสี่ยงต่อยอดขายที่อาจหายไปเมื่อเข้าสู่กระบวนการเช็กเอาต์ได้ โดยตัวเลือกอย่าง Shop Pay ที่ช่วยเร่งการชำระเงินจะสามารถเพิ่มอัตราคอนเวิร์สชันได้ถึง 50% เมื่อเทียบกับการเช็กเอาต์แบบไม่ล็อกอิน
คู่มือนี้จะพาไปดูช่องทางชำระเงินออนไลน์ออนไลน์ยอดนิยมที่เจ้าของร้านสามารถใช้งานได้ พร้อมข้อดีและข้อเสียของแต่ละรูปแบบ
11 ตัวเลือกช่องทางชำระเงินออนไลน์
- บัตรเครดิตและบัตรเดบิต
- ดิจิทัลวอลเล็ต
- ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now, Pay Later หรือ BNPL)
- การโอนเงินผ่านธนาคาร (ACH, wire, direct debit)
- เงินสด
- เช็ค
- คริปโตเคอร์เรนซี
- การชำระเงินด้วย QR Code
- การตัดเงินอัตโนมัติ
- ลิงก์ชำระเงิน
- แต้มสะสมและเครดิตร้านค้า
เจ้าของร้านอีคอมเมิร์ซสามารถรับการชำระเงินออนไลน์ได้กว่า 11 รูปแบบ
1. บัตรเครดิตและบัตรเดบิต

แบรนด์โภชนาการ Huel รับบัตรหลากหลายประเภท
บัตรเครดิตและบัตรเดบิตเป็นหนึ่งในช่องทางชำระเงินที่พบบ่อยที่สุด โดยเฉพาะสำหรับร้านค้าออนไลน์ ที่บริษัทบัตรเครดิต เช่น Visa, Mastercard, American Express รวมถึง Discover จะให้วงเงินเครดิตแก่ผู้ซื้อ และจ่ายค่าสินค้าให้ก่อน จากนั้นลูกค้าจึงจะค่อยชำระยอดคงเหลือของบัตรเป็นรายเดือน ในขณะที่บัตรเดบิตจะหักเงินจากบัญชีธนาคารของผู้ซื้อโดยตรง ซึ่งทั้งสองวิธีล้วนจำเป็นจะต้องให้ลูกค้าต้องกรอกรายละเอียดการชำระเงินทั้งหมายเลขบัตรและที่อยู่สำหรับเรียกเก็บเงินในขั้นตอนเช็กเอาต์ทั้งสิ้น
ข้อดีและข้อเสียของการชำระด้วยบัตรเครดิตและบัตรเดบิต
บัตรเครดิตช่วยให้ลูกค้าซื้อสินค้าราคาสูงได้แม้ไม่มีเงินสดในมือ โดยจากรายงาน Diary of Consumer Payment Choice ปี 2025 ขององค์กร Federal Reserve พบว่าในปี 2024 มูลค่าธุรกรรมบัตรเครดิตสำหรับการซื้อในร้านสูงกว่าธุรกรรมเงินสดประมาณ 4 เท่า
และในทางตรงกันข้ามบัตรเดบิตจะจำกัดการใช้จ่ายไว้ที่ยอดเงินในบัญชีธนาคารของนักช้อปเท่านั้น แม้จะสามารถช่วยให้ไม่ต้องพกเงินสดได้เช่นกันก็ตาม
นอกจากนี้ก็ยังมีวิธีการโอนเงินผ่านธนาคารและเช็คที่จะใช้เวลาประมวลผลนานกว่าการชำระด้วยบัตรเดบิตด้วย
โดยข้อเสียที่ใหญ่ที่สุดของการรับชำระผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตคือค่าธรรมเนียมการประมวลผล ที่จากรายงาน ค่าธรรมเนียมอินเตอร์เชนจ์ปี 2023 ของ Federal Reserve พบว่ามีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 0.57% ของมูลค่าธุรกรรมสำหรับธุรกรรมที่รองรับต่าง ๆ และจากบริษัทที่ปรึกษาด้านการชำระเงิน CMSPI พบว่าค่าธรรมเนียมการประมวลผลรูดบัตรเครดิตของ Visa และ Mastercard เฉลี่ยอยู่ที่ 2.91% ในปี 2024
นอกจากนี้มูลค่าเงินที่รับชำระก็ยังใช้เวลาประมาณหนึ่งกว่าจะเข้าบัญชีธนาคารของเจ้าของร้านหลังจากการทำธุรกรรมด้วย โดยระยะเวลาจะแตกต่างกันไปตามผู้ให้บริการประมวลผลการชำระเงินแต่ละราย
วิธีรับบัตรเครดิตและบัตรเดบิต
ในการรับชำระด้วยบัตรเครดิตและบัตรเดบิต เจ้าของร้านจำเป็นจะต้องมีผู้ให้บริการที่สามารถประมวลผลการชำระเงินหรือตัวกลางรับชำระเงินออนไลน์ระหว่างร้านค้ากับธนาคาร (Payment Gateway) ที่รองรับธุรกรรมบัตรได้
ซึ่งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซส่วนใหญ่ รวมถึง Shopify มีระบบประมวลผลการชำระเงินในตัว เจ้าของร้านที่ใช้ผู้ให้บริการภายนอกจึงจะต้องเชื่อมต่อตัวกลางรับชำระเงินออนไลน์ผ่านการตั้งค่าของแพลตฟอร์ม รวมถึงยืนยันว่าเครือข่ายบัตรใดบ้างที่รองรับก่อนเปิดใช้งานจริง
2. ดิจิทัลวอลเล็ต

ตัวเลือกเช็กเอาต์แบบด่วนของ Maguire Shoes มี Google Pay ซึ่งเป็นโมบายล์วอลเล็ตประเภทหนึ่ง
แอปดิจิทัลวอลเล็ตทำงานบนสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และสมาร์ตวอทช์ ทั้งยังเชื่อมต่อกับบัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือบัญชีธนาคารของลูกค้าด้วย ผู้ให้บริการประมวลผลการชำระเงินจึงสามารถผสานตัวเลือกเหล่านี้บางส่วนเข้ากับการเช็กเอาต์บนเว็บได้ ขึ้นอยู่กับบริการที่ใช้ โดยมีตัวอย่างเช่น Apple Pay, Google Pay และ Samsung Pay
และเมื่อลูกค้าตั้งค่าบัญชีดิจิทัลวอลเล็ตแล้ว แอปก็จะสามารถจัดเก็บข้อมูลการชำระเงินได้อย่างปลอดภัย จึงไม่ต้องกรอกซ้ำอีกตอนเช็กเอาต์
ข้อดีและข้อเสียของการชำระด้วยดิจิทัลวอลเล็ต
ดิจิทัลวอลเล็ตมอบความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภค จึงแปลว่าจะสามารถใช้ได้ทั้งกับเครื่องแตะเพื่อจ่าย (tap-to-pay)ในร้านค้าจริงและออนไลน์ ช่วยให้ลูกค้าไม่ต้องกรอกรายละเอียดบัตรซ้ำ ๆ โดยผลสำรวจของ Mckinsey พบว่า 1 ใน 5 ของผู้ใช้ดิจิทัลวอลเล็ตมักออกจากบ้านโดยไม่พกกระเป๋าสตางค์จริง
หากผู้ประกอบการสนใจรองรับธุรกรรมแตะเพื่อจ่ายในร้านค้าจริงเช่นนี้ จึงจำเป็นจะต้องมีเครื่องระบบขายหน้าร้าน (point-of-sale หรือ POS) ที่รองรับฟังก์ชันนี้ อย่างไรก็ดีแอปดิจิทัลวอลเล็ตหลายตัวยังจำกัดวงเงินธุรกรรมของลูกค้าให้ต่ำกว่าวงเงินบัตรเครดิตส่วนใหญ่ จึงอาจจำกัดขนาดของการซื้อด้วยเช่นกัน
วิธีรับการชำระด้วยดิจิทัลวอลเล็ต
ในการรับการชำระด้วยดิจิทัลวอลเล็ต เจ้าของร้านจะต้องมีผู้ให้บริการประมวลผลการชำระเงินที่รองรับธุรกรรมดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซส่วนใหญ่ก็รองรับ Apple Pay, Google Pay รวมถึง Samsung Pay ผ่านระบบประมวลผลการชำระเงินในตัว
นอกจากนี้สำหรับธุรกรรมด้วยตนเอง เจ้าของร้านก็จำเป็นจะต้องมีเครื่องระบบขายหน้าร้านที่รองรับ NFC (near-field communication) จึงควรตรวจสอบกับผู้ให้บริการประมวลผลการชำระเงินว่ารองรับดิจิทัลวอลเล็ตใดบ้างก่อนเปิดใช้งานระบบสำหรับขั้นตอนเช็กเอาต์
3. ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now, Pay Later หรือ BNPL)

CosmoGlo มีตัวเลือก BNPL หลายแบบ ทั้ง Shop Pay, Klarna, Affirm รวมถึง Afterpay
การชำระเงินแบบซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later หรือ BNPL) คือสินเชื่อที่บริษัท BNPL มอบให้กับลูกค้า ทำให้ซื้อสินค้าแบบเครดิตได้โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต โดยลูกค้าจะผ่อนชำระคืนเป็นงวด ซึ่งผู้ให้บริการ BNPL ยอดนิยมได้แก่ Shop Pay Installments, Affirm, Afterpay, Sezzle, PayPal Pay Later รวมถึง Klarna โดย BNPL ใช้ได้กับการช้อปออนไลน์ รวมถึงร้านค้าจริงบางแห่งด้วยเช่นกัน
ข้อดีและข้อเสียของ BNPL
แพลตฟอร์ม BNPL ช่วยให้ลูกค้าซื้อสินค้าได้โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต นับเป็นการเพิ่มกำลังซื้อ และปกป้องธุรกิจจากการฉ้อโกงและความเสี่ยงด้านการชำระเงินของลูกค้า นอกจากนี้ยังจะไม่มีค่าธรรมเนียมล่วงหน้าในการใช้งาน BNPL อีกด้วย แม้ค่าปรับล่าช้าอาจสะสมได้หากลูกค้าพลาดกำหนดชำระ และแผนการผ่อนชำระก็ไม่ได้ปลอดดอกเบี้ยทุกแผนก็ตาม
ซึ่งทั่วไปแล้วผู้ให้บริการ BNPL ก็มักคิดค่าธรรมเนียมกับธุรกิจในอัตราระหว่าง 2% ถึง 8% ของราคาสินค้า จึงอาจสูงกว่าที่บริษัทบัตรเครดิตคิดเช่นกัน
วิธีรับการชำระแบบ BNPL
ในการรับการชำระแบบ BNPL เจ้าของร้านจำเป็นจะต้องอนุญาตผู้ให้บริการ BNPL ทำงานได้ผ่านการตั้งค่าการชำระเงิน โดยบน Shopify นั้น Shop Pay Installments เปิดให้เจ้าของร้านที่มีคุณสมบัติในสหรัฐฯ แคนาดา รวมถึงสหราชอาณาจักรใช้งานได้ผ่าน Shopify Payments นั่นเอง
ซึ่งผู้ให้บริการภายนอกอย่าง Affirm, Afterpay รวมถึง Klarna มีให้ใช้งานในรูปแอปบน Shopify App Store โดยผู้ให้บริการแต่ละรายมีข้อกำหนดคุณสมบัติของผู้ขายและโครงสร้างค่าธรรมเนียมเป็นของตนเอง
4. การโอนเงินผ่านธนาคาร (ACH, wire, direct debit)

ร้านของแต่งบ้าน noo.ma ให้นักช้อปชำระด้วยการฝากเงินเข้าธนาคารได้
การโอนเงินผ่านธนาคารคือการย้ายเงินจากบัญชีของบุคคลหรือธุรกิจหนึ่งไปยังอีกบัญชีหนึ่ง โดยในสหรัฐฯ การโอนจะเกิดขึ้นผ่านเครือข่าย Automated Clearing House (ACH) หรือการโอนตรงระหว่างธนาคารในรูปแบบ wire transfer ซึ่งการโอนเงินผ่านธนาคารมักพบบ่อยที่สุดสำหรับคำสั่งซื้อที่มีมูลค่าสูง
ข้อดีและข้อเสียของการโอนเงินผ่านธนาคาร
การโอนเงินผ่านธนาคารมีความปลอดภัยและไม่มีค่าคอมมิชชันแบบคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ แต่ในบางครั้งก็อาจมีค่าธรรมเนียมครั้งเดียวสำหรับผู้ส่ง ผู้รับ หรือทั้งสองฝ่ายด้วย ทั้งนี้การโอนแบบ ACH ก็อาจใช้เวลาหลายวันกว่าจะเรียบร้อย จึงอาจไม่สะดวกสำหรับการซื้อออนไลน์ส่วนใหญ่เช่นกัน
โดยผลสำรวจธนาคารใหญ่ของสหรัฐฯ ปี 2026 ของ NerdWallet พบว่าค่าธรรมเนียม Wire Transfer ภายในสหรัฐเฉลี่ยอยู่ที่ 25 ดอลลาร์ (ราว 750 บาท) สำหรับการโอนออก ในขณะที่ Wire Transfer ระหว่างประเทศมีค่าธรรมเนียมเฉลี่ยอยู่ที่ 45 ดอลลาร์ (1350 บาท)
วิธีรับการโอนเงินผ่านธนาคาร
ในการรับการโอนเงินผ่านธนาคาร เจ้าของร้านจะต้องมีบัญชีธนาคารสำหรับธุรกิจ และสามารถแชร์รายละเอียดบัญชีกับลูกค้าได้อย่างปลอดภัย
โดยสำหรับการชำระแบบ ACH เจ้าของร้านสามารถเปิดใช้งาน ACH ผ่านผู้ให้บริการประมวลผลการชำระเงินที่รองรับ เช่น Stripe หรือ Shopify Payments
ส่วน wire transfer นั้น เจ้าของร้านจะต้องให้หมายเลข routing number และหมายเลขบัญชีธนาคารแก่ลูกค้าโดยตรง และเนื่องจากการประมวลผลกินเวลาพอสมควร ผู้ประกอบการก็ควรยืนยันว่าได้รับเงินเรียบร้อยแล้วก่อนจัดส่งคำสั่งซื้อด้วย
5. เงินสด

แบรนด์ความงามจากฟิลิปปินส์ Ellana Cosmetics เล็งเห็นว่าการเก็บเงินปลายทางเป็นช่องทางชำระเงินออนไลน์ที่กลุ่มเป้าหมายชื่นชอบ
การชำระด้วยเงินสดเป็นช่องทางชำระเงินออนไลน์ที่ดั้งเดิมที่สุด โดยจะเกิดขึ้นเมื่อลูกค้าจ่ายด้วยธนบัตรหรือเหรียญ และแม้ในอดีตการชำระเงินในรูปแบบดังกล่าวมักจะเป็นการชำระเงินแบบตัวต่อตัว แต่เจ้าของร้านอีคอมเมิร์ซบางรายในปัจจุบันก็รับเก็บเงินปลายทาง (Cash on Delivery หรือ COD) อันจะนับเป็นการชำระด้วยเงินสดได้อีกด้วย
โดยเมื่อใช้บริการ COD ลูกค้าจะชำระเงินเมื่อได้รับคำสั่งซื้อด้วยตนเอง ซึ่งมักทำการผ่านบริษัทขนส่ง ซึ่ง Shopify Payments เองก็รองรับ COD และไม่คิดค่าธรรมเนียมธุรกรรมสำหรับวิธีนี้
ข้อดีและข้อเสียของการชำระด้วยเงินสด
การชำระด้วยเงินสดเกิดขึ้นทันทีและไม่มีค่าธรรมเนียมการประมวลผล อย่างไรก็ตามการเก็บเงินสดไว้ในสถานที่มักทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรม อีกทั้ง COD ยังทำให้การชำระเงินล่าช้าออกไปจนกว่าจะมีการจัดส่งออกไปก่อนเช่นกัน ซึ่งอาจทำให้การจัดการคำสั่งซื้อของเจ้าของร้านออนไลน์ซับซ้อนขึ้นด้วยนั่นเอง
วิธีรับเงินสด (สำหรับธุรกิจออนไลน์)
ในการรับเงินสดสำหรับจ้าของร้านออนไลน์สามารถเปิดรับบริการ COD เป็นช่องทางชำระเงินออนไลน์แบบแมนนวลได้ผ่าน Shopify admin โดยให้ไปที่ Settings จากนั้นไปที่ Payments แล้วเลือก Manual payment methods เพื่อเพิ่มการเก็บเงินปลายทาง ซึ่งเจ้าของร้านจะสามารถกำหนดว่าจะให้บริการ COD ในเขตจัดส่งใด ซึ่งอาจจำกัดไว้เฉพาะพื้นที่จัดส่งในท้องถิ่นที่สะดวกต่อการส่งมอบแบบพบหน้ากันเท่านั้น
6. เช็ค

Traverse Bay Farms รับเช็คหรือมันนีออร์เดอร์ โดยจะจัดส่งคำสั่งซื้อหลังจากร้านได้รับเงินแล้ว
ลูกค้าบางรายยังคงชำระเงินด้วยเช็คกระดาษ ไม่ว่าจะจากบัญชีกระแสรายวันส่วนตัวหรือแคชเชียร์เช็คจากธนาคารก็ตาม โดยเช็คจะสามารถจัดส่งทางไปรษณีย์ได้ ทำให้เหมาะสมกว่าเงินสดในแง่การทำธุรกรรมทางไกล
ข้อดีและข้อเสียของการชำระด้วยเช็ค
เช็คส่วนบุคคลไม่มีวงเงินจำกัดในการซื้อ ทำให้ลูกค้าสามารถออกเช็คเท่าใดก็ได้ตราบใดที่ยังคงอยู่ในวงเงินตามจำนวนในบัญชีธนาคาร
อย่างไรก็ตาม เช็คส่วนบุคคลมีมาตรการป้องกันการฉ้อโกงที่จำกัด โดยเครื่องประมวลผลเช็คที่ตรวจสอบธุรกรรมได้อย่างรวดเร็วมีราคาหลายร้อยดอลลาร์ ทั้งยังต้องทำการเชื่อมต่อกับเครือข่ายตรวจสอบการชำระเงินด้วย ด้วยเหตุนี้ธุรกิจขนาดเล็กหลายแห่งจึงรับแคชเชียร์เช็ค (ซึ่งธนาคารรับประกัน) แต่ไม่รับเช็คส่วนบุคคลนั่นเอง ทั้งนี้เจ้าของร้านออนไลน์ยังอาจต้องเลื่อนการจัดส่งออกไปจนกว่าเช็คจะผ่านด้วย
วิธีรับเช็ค
ในการรับเช็ค เจ้าของร้านต้องมีบัญชีธนาคารสำหรับธุรกิจเพื่อฝากเงินก่อน และในส่วนของเช็คส่วนบุคคล บริการตรวจสอบเช็คก็จะช่วยลดความเสี่ยงจากเช็คเด้งด้วย ในขณะที่แคชเชียร์เช็คไม่จำเป็นต้องตรวจสอบ
ดังนี้เองสำหรับคำสั่งซื้อออนไลน์จึงควรระงับการจัดส่งไว้จนกว่าเช็คจะผ่านเรียบร้อย ซึ่งอาจใช้เวลา 2 ถึง 5 วันทำการ ขึ้นอยู่กับธนาคารผู้ออกเช็ค
7. คริปโตเคอร์เรนซี
เจ้าของร้านอีคอมเมิร์ซบางรายรับชำระเงินด้วยคริปโตเคอร์เรนซีผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Crypto.com โดยตรง ในขณะที่บริการอย่าง BitPay และ Wirex ก็มีบัตรเดบิตที่เติมเงินด้วยเหรียญกระแสหลักอย่าง Bitcoin ได้ นอกจากนี้สกุลเงินดิจิทัลชั้นนำหลายตัวยังทำงานผ่านบล็อกเชน ซึ่งเป็นระบบที่บันทึกธุรกรรมทางการเงินโดยใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบ peer-to-peer ที่กระจายศูนย์ เป็นอิสระจากการควบคุมของรัฐบาลด้วย
ข้อดีและข้อเสียของการชำระด้วยคริปโต
คริปโตเคอร์เรนซีทำงานนอกระบบการเงินที่รัฐบาลหนุนหลัง ซึ่งดึงดูดลูกค้าที่ชอบสกุลเงินแบบกระจายศูนย์หรือมองว่าคริปโตปลอดภัยกว่าช่องทางชำระเงินออนไลน์แบบดั้งเดิม
อย่างไรก็ดีเมื่อเทียบกับสกุลเงินเฟียตที่รัฐบาลหนุนหลังอย่างดอลลาร์สหรัฐฯ และยูโร คริปโตเคอร์เรนซีมีความผันผวน หมายความว่ามูลค่าคริปโตที่รับมาในวันหนึ่งอาจมีค่าลดลงในวันถัดมา และรวมถึงการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือเช่นกัน
วิธีรับคริปโตเคอร์เรนซี
ในการรับชำระผ่านคริปโตเคอร์เรนซี เจ้าของร้านต้องมีผู้ให้บริการประมวลผลหรือเกตเวย์คริปโตที่แปลงการชำระเงินเป็นสกุลเงินเฟียต ณ จุดขาย ได้
โดย BitPay และ Coinbase Commerce เป็นสองตัวเลือกที่สามารถผสานเข้ากับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ในขณะที่บน Shopify มีผู้ให้บริการประมวลผลการชำระเงินคริปโตให้ผ่าน Shopify App Store
ทั้งนี้ผู้ประกอบการควรคำนึงถึงสกุลเงินที่รองรับ ค่าธรรมเนียมธุรกรรม รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนของผู้ให้บริการแต่ละรายก่อนเปิดใช้งานการชำระด้วยคริปโตตอนเช็กเอาต์ด้วย
8. การชำระเงินด้วย QR Code
การชำระเงินด้วย QR Code ช่วยให้ลูกค้าสแกนโค้ดด้วยสมาร์ตโฟนเพื่อทำการซื้อให้เสร็จสมบูรณ์ โดยโค้ดจะเชื่อมต่อไปยังตัวกลางรับชำระเงินออนไลน์ที่ลูกค้าสามารถยืนยันธุรกรรมด้วยช่องทางชำระเงินออนไลน์ที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นทางบัตรเครดิต ดิจิทัลวอลเล็ต หรือการโอนเงินผ่านธนาคาร โดย QR Code จะสามารถแสดงได้ทั้งในขั้นตอนเช็กเอาต์ ในร้านค้าจริง บนบรรจุภัณฑ์สินค้า รวมถึงในสื่อการตลาด
ข้อดีและข้อเสียของการชำระด้วย QR Code
QR Code ใช้งานได้ทั้งในการชำระเงินผ่านช่องทางออนไลน์และแบบพบหน้ากันจริงโดยไม่ต้องมีเครื่องรับชำระเงิน จึงเป็นตัวเลือกที่มีประโยชน์สำหรับร้านป๊อปอัพและงานอีเวนต์ นอกจากนี้ระบบการชำระเงินด้วย QR Code บางระบบยังเชื่อมต่อการชำระเงินเข้ากับโปรแกรมสะสมแต้มหรือโปรโมชันได้โดยตรงด้วย
อย่างไรก็ตามในปัจจุบันอัตราการใช้งาน QR Code ยังคงแตกต่างกันไปตามภูมิภาค การสแกนก็จำเป็นจะต้องใช้สมาร์ตโฟนพร้อมการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ทั้งยังพ่วงมาด้วยความจำเป็นให้เจ้าของร้านยืนยันว่าระบบการชำระเงินด้วย QR Code ผสานเข้ากับกระบวนการเช็กเอาต์ที่มีอยู่ได้เช่นกัน
วิธีรับการชำระด้วย QR Code
ในการรับการชำระด้วย QR Code เจ้าของร้านจะต้องมีผู้ให้บริการประมวลผลการชำระเงินที่สร้างและรองรับ QR Code โดยบน Shopify นั้น คิวอาร์โค้ดสามารถสร้างได้ผ่านแอป Shopify POS สำหรับธุรกรรมแบบตัวต่อตัว ในขณะที่สำหรับร้านค้าออนไลน์ ผู้ให้บริการประมวลผลการชำระเงินบางรายก็รองรับการเช็กเอาต์ด้วยคิวอาร์โค้ด เป็นตัวเลือกการชำระเงินเพิ่มเติม
9. การตัดเงินอัตโนมัติ

ลูกค้าของ Bokksu Snack Box สามารถตั้งค่าการตัดเงินอัตโนมัติเพื่อให้ตัดบัตรสำหรับการสมัครสมาชิกเป็นรายเดือน
ระบบตัดเงินอัตโนมัติจะหักเงินจากบัญชีธนาคาร บัตรเครดิต หรือบัตรเดบิตของลูกค้าโดยอัตโนมัติตามวันที่กำหนด โดยการเรียกเก็บเงินแบบเกิดซ้ำในลักษณะนี้กำหนดให้ลูกค้าต้องมีช่องทางชำระเงินออนไลน์ที่ใช้งานได้บันทึกไว้ และสามารถใช้กับบิลบัตรเครดิต ค่าสาธารณูปโภค การบริจาคเพื่อการกุศล กล่องสมัครสมาชิก รวมถึงการเป็นสมาชิก
ข้อดีและข้อเสียของการตัดเงินอัตโนมัติ
การตัดเงินอัตโนมัติช่วยให้ลูกค้ากำหนดตารางการซื้อแบบอัตโนมัติได้โดยไม่ต้องอนุมัติการชำระเงินซ้ำทุกรอบบิล ซึ่งช่วยลดการพลาดกำหนดชำระได้
น่าเสียดายที่วิธีนี้ใช้ได้กับธุรกรรมที่เกิดขึ้นเป็นระยะเท่านั้น และไม่เหมาะกับการซื้อครั้งเดียว ลูกค้าบางรายจึงอาจลังเลที่จะสมัครหากไม่มีตัวเลือกการยกเลิกที่ยืดหยุ่น
วิธีรับการตัดเงินอัตโนมัติ/ตั้งค่าการเรียกเก็บเงินแบบเกิดซ้ำ
ในการตั้งค่าการเรียกเก็บเงินแบบเกิดซ้ำบน Shopify สามารถใช้งาน Shopify Payments ร่วมกับแอปสมัครสมาชิกจาก Shopify App Store เช่น Recharge หรือ Bold Subscriptions ได้
โดยแอปเหล่านี้จะจัดการรอบการเรียกเก็บเงิน การลองเรียกเก็บเงินซ้ำเมื่อล้มเหลว รวมถึงการยกเลิก เจ้าของร้านจึงจำเป็นจะต้องกำหนดค่าความถี่ในการเรียกเก็บเงิน ระยะทดลองใช้ รวมถึงเงื่อนไขการยกเลิกก่อนเปิดใช้งานจริง
10. ลิงก์ชำระเงิน
ลิงก์ชำระเงินคือ URL ที่ปลอดภัยซึ่งเจ้าของร้านสร้างขึ้นและแชร์กับลูกค้าเพื่อทำการซื้อให้เสร็จสมบูรณ์ โดยลิงก์ดังกล่าวจะสามารถแชร์ผ่านอีเมล ข้อความ โซเชียลมีเดีย หรือแอปแชตได้ และเมื่อคลิก ลิงก์นี้จะพาลูกค้าไปยังหน้าเช็กเอาต์ที่สามารถชำระเงินด้วยวิธีที่ต้องการได้
ข้อดีและข้อเสียของลิงก์ชำระเงิน
ลิงก์ชำระเงินใช้งานได้ในหลายช่องทางโดยไม่ต้องมีหน้าสินค้าเต็มรูปแบบ จึงเป็นตัวเลือกสำหรับการขายผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ รวมไปถึงการแชร์ใบแจ้งหนี้ และการทำคำสั่งซื้อแบบกำหนดเองให้เสร็จสมบูรณ์ด้วย
อย่างไรก็ตามลิงก์ชำระเงินที่แชร์นอกหน้าร้านต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเพื่อปกป้องลูกค้าจากฟิชชิงและการฉ้อโกง อีกทั้งอาจให้ประสบการณ์ที่มีความเป็นแบรนด์น้อยกว่าขั้นตอนเช็กเอาต์แบบเต็มรูปแบบด้วย
วิธีสร้างและแชร์ลิงก์ชำระเงิน
ในการสร้างลิงก์ชำระเงินบน Shopify ให้ไปที่ "Orders" ใน Shopify admin แล้วเลือก "Create order" เพิ่มสินค้าของลูกค้า จากนั้นคลิก "Send invoice" เพื่อสร้างลิงก์ชำระเงิน โดยลิงก์นี้สามารถแชร์กับลูกค้าโดยตรงผ่านอีเมล หรือคัดลอกแล้วส่งผ่านช่องทางใดก็ได้ ซึ่งลิงก์ชำระเงินที่สร้างใน Shopify รองรับทุกช่องทางชำระเงินออนไลน์ที่เปิดใช้งานในการตั้งค่าการชำระเงินของร้าน
11. แต้มสะสมและเครดิตร้านค้า

แบรนด์ความงามจากออสเตรเลีย Mirenesse ให้ลูกค้าแลก 100 แต้มเป็นเครดิตร้านค้ามูลค่า 5 ดอลลาร์
ร้านค้าอีคอมเมิร์ซบางแห่งให้ลูกค้าแลกแต้มสะสมมาชำระบางส่วนหรือทั้งหมดของคำสั่งซื้อได้ โดยมากแล้วลูกค้าจะได้แต้มตามเปอร์เซ็นต์ของแต่ละคำสั่งซื้อ แล้วนำมาแลกกับการซื้อในอนาคต ซึ่งเจ้าของร้านจะสามารถจับคู่ระบบแต้มเข้ากับโปรแกรมสะสมแต้มที่มอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมด้วย เช่น การเข้าถึงสินค้าก่อนใครหรืองานอีเวนต์ VIP
ข้อดีและข้อเสียของแต้มสะสมและเครดิตร้านค้า
แต้มสะสมและเครดิตร้านค้าช่วยลดรายได้โดยตรงต่อธุรกรรมแต่ละครั้งลง
ผลสำรวจโปรแกรมสะสมแต้มลูกค้าปี 2025 ของ Deloitte พบว่าผู้บริโภค 72% ระบุว่าโปรแกรมสะสมแต้มทำให้มีแนวโน้มมากขึ้นที่จะใช้จ่ายกับแบรนด์ที่ชื่นชอบ และ 56% ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพราะโปรแกรมนี้ด้วย
อย่างไรก็ตามในทางตรงกันข้ามระบบแต้มสะสมและเครดิตร้านค้ายังจะเพิ่มความซับซ้อนให้กับการประมวลผลการชำระเงิน พร้อมทั้งลดรายได้ระยะสั้นลงเมื่อลูกค้าชำระด้วยแต้มแทนเงินสด
วิธีรับแต้มสะสมและเครดิตร้านค้า
ในการรับแต้มสะสมและเครดิตร้านค้าบน Shopify เจ้าของร้านสามารถใช้แอปสะสมแต้มจาก Shopify App Store เช่น Smile.io หรือ LoyaltyLion โดยแอปเหล่านี้จะสามารถจัดการการสะสมแต้ม การแลกแต้ม รวมถึงยอดคงเหลือเครดิตร้านค้าได้ ทั้งนี้เจ้าของร้านยังสามารถออกเครดิตร้านค้าแบบแมนนวลผ่าน Shopify admin ได้โดยไปที่ Customers เลือกโปรไฟล์ลูกค้า แล้วเพิ่มเครดิตร้านค้าได้โดยตรงด้วย
ช่องทางชำระเงินออนไลน์ตามภูมิภาค
ความชอบด้านการชำระเงินแตกต่างกันไปในแต่ละตลาด เช่นบัตรเครดิตครองตลาดในสหรัฐฯ ขณะที่โมบายล์วอลเล็ต การโอนเงินผ่านธนาคาร รวมถึงการเก็บเงินปลายทางพบได้บ่อยกว่าในภูมิภาคอื่น เจ้าของร้านที่ค้าขายในตลาดต่างประเทศจึงควรวางแผนศึกษาว่าช่องทางชำระเงินออนไลน์ใดเป็นมาตรฐานในแต่ละตลาด
ความชอบด้านการชำระเงินในสหรัฐอเมริกา
จากรายงาน Global Payments Report ปี 2025 ของ Worldpay ดิจิทัลวอลเล็ตคิดเป็น 39% ของธุรกรรมอีคอมเมิร์ซในสหรัฐฯ ในปี 2024 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากอัตราส่วน 15% ในปี 2014 โดย Worldpay คาดการณ์ว่าตัวเลขนี้จะแตะ 52% ได้ภายในปี 2030
ในขณะเดียวกันนี้บัตรก็ยังคงถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย โดยรายงานฉบับเดียวกันระบุว่าผู้บริโภคในสหรัฐฯ 67% เติมเงินดิจิทัลวอลเล็ตด้วยบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต
เทรนด์การชำระเงินในสหราชอาณาจักรและยุโรป
ในสหราชอาณาจักร บัตรเครดิตและบัตรเดบิตยังคงได้รับความนิยมสูงสุดสำหรับการชำระเงินออนไลน์ โดยจาก Statista บัตรเครดิตคิดเป็น 62.1% ของการชำระเงินในสหราชอาณาจักร ซึ่ง 93% ของธุรกรรมบัตรทั้งหมดที่ต่ำกว่า 100 ปอนด์เป็นแบบไร้สัมผัส นอกจากนี้รายงาน Payment Markets ปี 2025 ของ UK Finance ในปี 2024 ยังระบุว่าผู้ใหญ่ในสหราชอาณาจักรกว่าครึ่ง (57%) ใช้โมบายล์วอลเล็ตด้วย
ช่องทางชำระเงินออนไลน์ในเอเชียแปซิฟิก
โมบายล์วอลเล็ตเป็นช่องทางชำระเงินออนไลน์ที่เติบโตเร็วที่สุดทั่วเอเชียแปซิฟิก โดยรายงานจาก GlobeNewswire คาดว่าภายในปี 2027 โมบายล์วอลเล็ตจะคิดเป็น 66% ของธุรกรรม POS ทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากประมาณ 50% ในปี 2023
วิธีเลือกช่องทางชำระเงินออนไลน์ที่เหมาะสมกับธุรกิจ
ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องเลือกเสนอช่องทางชำระเงินออนไลน์เพียงแบบเดียว และอันที่จริงลูกค้าก็คาดหวังว่าจะมีหลายตัวเลือกให้ใช้งานด้วย โดยขั้นตอนดังต่อไปนี้จะพาไปสำรวจวิธีตัดสินใจว่าจะเสนอรูปแบบไหนให้ลูกค้าได้บ้าง
1. รู้จักที่ตั้งและความชอบของฐานลูกค้า
ประเทศที่ร้านดำเนินการมีอิทธิพลต่อการเลือกช่องทางชำระเงินออนไลน์ที่จะรับ ตัวอย่างเช่นในจีน จากรายงาน Global Payments Report ปี 2025 ของ Worldpay นักช้อปออนไลน์นิยมใช้งาน Alipay และ WeChat Pay อยู่ที่ 77% และ 67% ตามลำดับ นอกจากนี้ที่ตั้งของลูกค้ายังส่งผลเพิ่มเติมว่าผู้ให้บริการประมวลผลการชำระเงินรายใดที่เป็นที่รู้จักและได้รับความไว้วางใจในตลาดนั้นด้วย
โดยการตรวจสอบประวัติคำสั่งซื้อใน Shopify admin จะแสดงให้เห็นว่าลูกค้าใช้ช่องทางชำระเงินออนไลน์ใดบ้าง
นั่นจึงหมายความว่าเจ้าของร้านที่รับทุกช่องทางชำระเงินออนไลน์ที่มีตั้งแต่เปิดตัวอาจพบว่าบางวิธีแทบไม่มีใครใช้ ซึ่งเพิ่มค่าธรรมเนียมหรือความซับซ้อนตอนเช็กเอาต์โดยไม่จำเป็นด้วยเช่นกัน
2. เข้าใจกลุ่มเป้าหมายและพฤติกรรม
เจ้าของร้านสามารถระบุความชอบด้านการชำระเงินของลูกค้าได้ผ่านแบบสำรวจหลังการสั่งซื้อที่ส่งไปพร้อมอีเมลยืนยันคำสั่งซื้อ หรือด้วยการเพิ่มคำถามเกี่ยวกับความชอบด้านการชำระเงินในแบบฟอร์มสมัครรับอีเมล นอกจากนี้ก็ยังสามารถใช้งานโปรแกรมสะสมแต้มเพื่อการเก็บข้อมูลนี้ได้ด้วย โดยอาจมอบแต้มเพื่อตอบแทนสำหรับการทำแบบสำรวจนั่นเอง
3. เปรียบเทียบต้นทุนและค่าธรรมเนียม
ค่าธรรมเนียมช่องทางชำระเงินออนไลน์ล้วนมีข้อแตกต่างเฉพาะตัวและอาจส่งผลต่อกำไร เจ้าของร้านบางรายจึงจะตัดช่องทางชำระเงินออนไลน์บางรูปแบบออกเมื่อค่าธรรมเนียมการประมวลผลมากกว่าประโยชน์ที่ได้รับจากการเสนอวิธีนั้น
เมื่อเปรียบเทียบช่องทางชำระเงินออนไลน์ จึงอาจลองพิจารณาปัจจัยเหล่านี้
- ค่าธรรมเนียมการประมวลผล ผู้ให้บริการประมวลผลการชำระเงินส่วนใหญ่คิดค่าธรรมเนียมเป็นเปอร์เซ็นต์จากแต่ละธุรกรรม หรือค่าธรรมเนียมแบบคงที่ แม้บางครั้งก็ยังอาจจะคิดทั้งสองอย่าง ผู้ประกอบการจึงควรลองเปรียบเทียบอัตราของแต่ละวิธีที่วางแผนจะเสนอ
- ค่าธรรมเนียมการติดตั้งและรายเดือน ตัวกลางรับชำระเงินออนไลน์บางรายคิดค่าสมัครสมาชิกรายเดือนเพิ่มเติมจากต้นทุนต่อธุรกรรม
- ค่าธรรมเนียมการแปลงสกุลเงิน เจ้าของร้านที่จำหน่ายในต่างประเทศอาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมเมื่อรับชำระเงินในสกุลเงินต่างประเทศ
- ค่าธรรมเนียม chargeback ผู้ให้บริการประมวลผลบางรายคิดค่าธรรมเนียมทุกครั้งที่ลูกค้าโต้แย้งธุรกรรม
4. ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและการป้องกันการฉ้อโกง
ช่องทางชำระเงินออนไลน์ต้องเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยและปฏิบัติตามข้อกำหนดในท้องถิ่น เมื่อเลือกผู้ให้บริการชำระเงิน จึงควรมองหาองค์ประกอบเหล่านี้
- การปฏิบัติตามมาตรฐาน PCI DSS รับประกันว่าข้อมูลผู้ถือบัตรจะได้รับการจัดการตามมาตรฐานอุตสาหกรรม
- การเข้ารหัสและการทำโทเคน ปกป้องข้อมูลการชำระเงินระหว่างและหลังธุรกรรม
- การปฏิบัติตามข้อกำหนดในภูมิภาค ข้อกำหนดแตกต่างกันไปตามตลาด เช่น GDPR ในยุโรป และ การพิสูจน์ตัวตนลูกค้าที่เข้มงวด (SCA) ของ PSD2 สำหรับการชำระเงินออนไลน์ในยุโรป
- การสนับสนุนเรื่อง chargeback ผู้ให้บริการประมวลผลบางรายมีเครื่องมือจัดการข้อโต้แย้งที่ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินของเจ้าของร้าน
- Shopify Protect คุ้มครองคำสั่งซื้อ Shop Pay ที่มีคุณสมบัติจากการ chargeback ที่ฉ้อโกงให้โดยอัตโนมัติ
5. ทดสอบและปรับให้กลุ่มช่องทางชำระเงินที่มีเหมาะสมที่สุด
จาก Baymard Institute การละทิ้งการเช็กเอาต์ส่งผลต่อคำสั่งซื้อออนไลน์ถึง 70% การติดตามว่าลูกค้าใช้งานช่องทางชำระเงินออนไลน์ใดบ้าง และหลุดออกจากกระบวนการที่จุดไหน จะช่วยระบุได้ว่าควรปรับปรุงในส่วนไหน
โดยตัวชี้วัดสำคัญที่ควรติดตามใน Shopify analytics มีดังนี้
- อัตราการละทิ้งการเช็กเอาต์ เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าที่เริ่มต้นคำสั่งซื้อแต่ไม่ทำการเช็กเอาต์ให้เสร็จ
- การใช้ช่องทางชำระเงินออนไลน์ วิธีที่ลูกค้าเลือกตอนเช็กเอาต์
- อัตราการชำระเงินล้มเหลว เปอร์เซ็นต์ของธุรกรรมที่ล้มเหลวเนื่องจากบัตรถูกปฏิเสธหรือรายละเอียดการชำระเงินไม่ครบถ้วน
เมื่อมีข้อมูลพื้นฐานแล้ว เจ้าของร้านจึงจะสามารถทดสอบการปรับเปลี่ยนส่วนผสมการชำระเงินได้ เช่น เพิ่มวิธีใหม่ ตัดวิธีที่ใช้น้อยออก หรือเปลี่ยนลำดับที่ตัวเลือกปรากฏตอนเช็กเอาต์
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อรับชำระเงิน
เจ้าของร้านที่รับชำระเงินออนไลน์มักเจอปัญหาชุดหนึ่งที่ส่งผลต่อการเช็กเอาต์ให้เสร็จสมบูรณ์และรายได้ โดยต่อไปนี้คือข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดซึ่งควรหลีกเลี่ยง
1. เสนอช่องทางชำระเงินออนไลน์น้อยเกินไป
จากรายงานของ Baymard Institute นักช้อป 10% ละทิ้งการเช็กเอาต์เมื่อไม่มีช่องทางชำระเงินออนไลน์ที่ต้องการ การรับชำระเพียงหนึ่งหรือสองวิธีจึงเป็นการทำให้กลุ่มลูกค้าที่สามารถทำการซื้อให้เสร็จสมบูรณ์มีจำนวนลดลง
2. มองข้ามการเช็กเอาต์บนโทรศัพท์มือถือ
จากรายงาน Global Payments Report ปี 2025 ของ Worldpay อุปกรณ์มือถือคิดเป็น 57% ของทราฟฟิกอีคอมเมิร์ซ วิธีการชำระเงินที่ไม่ได้ปรับให้เหมาะกับหน้าจอขนาดเล็กจึงจะเป็นการสร้างอุปสรรคที่ผู้ใช้เดสก์ท็อปไม่เจอ
3. มองข้ามความชอบด้านการชำระเงินในท้องถิ่น
จากผลสำรวจของ Morning Consult ชาวอเมริกันกว่าครึ่งหนึ่งยอมละทิ้งการซื้อดีกว่าเปลี่ยนไปใช้ช่องทางชำระเงินออนไลน์อื่น เมื่อร้านค้าไม่รับวิธีที่ตนเองเลือกเป็นอันดับแรก ในทำนองเดียวกันนี้เมื่อความชอบด้านการชำระเงินแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละตลาด วิธีที่เป็นมาตรฐานในสหรัฐฯ จึงอาจไม่ใช่มาตรฐานในยุโรปหรือเอเชียเสมอไป
4. ละเลยการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยการชำระเงิน
เจ้าของร้านที่รับชำระด้วยบัตรต้องเป็นไปตามมาตรฐาน PCI DSS ที่กำหนดโดย PCI Security Standards Council ทำให้ผู้ขายที่ไม่ปฏิบัติตามอาจเจอค่าปรับ ค่าธรรมเนียมธุรกรรมที่สูงขึ้น รวมถึงการสูญเสียสิทธิ์ในการประมวลผลบัตรด้วย
นอกจากนี้เจ้าของร้านที่ดำเนินการในสหภาพยุโรปยังต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดการพิสูจน์ตัวตนลูกค้าที่เข้มงวดของ PSD2 เนื่องจากการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดการพิสูจน์ตัวตนลูกค้าที่เข้มงวดของ PSD2 อาจส่งผลให้ธุรกรรมถูกปฏิเสธและถูกลงโทษทางกฎหมายที่กำหนดโดยแต่ละประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป
5. ไม่ติดตามประสิทธิภาพของช่องทางการชำระเงิน
เจ้าของร้านที่ไม่ติดตามอัตราการชำระเงินล้มเหลวอาจไม่รับรู้ถึงปัญหาการประมวลผลจนกว่าจะกระทบกับคำสั่งซื้อจำนวนมากไปแล้ว
6. ไม่ตรวจสอบค่าธรรมเนียมเป็นประจำ
ค่าธรรมเนียมของผู้ให้บริการประมวลผลการชำระเงินแตกต่างกันไปตามประเภทบัตร ประเภทธุรกรรม รวมถึงรูปแบบราคา นอกจากนี้ผู้ให้บริการยังสามารถอัปเดตโครงสร้างค่าธรรมเนียมเมื่อเวลาผ่านไปได้ด้วย เจ้าของร้านที่ไม่ตรวจสอบใบแจ้งยอดการชำระเงินเป็นระยะ ๆ จึงอาจไม่เห็นภาพที่แม่นยำว่าชำระค่าธรรมเนียมเท่าไรต่อหนึ่งธุรกรรมได้
เทรนด์การชำระเงินที่น่าจับตามอง
เทคโนโลยีการชำระเงินกำลังเปลี่ยนวิธีที่ลูกค้าทำการสั่งซื้อ โดยความเคลื่อนไหวดังต่อไปนี้กำลังกำหนดสิ่งที่เจ้าของร้านอาจต้องคำนึงเมื่อสร้างหรืออัปเดตกลยุทธ์การชำระเงินต่อไปในอนาคต
การชำระเงินแบบเรียลไทม์และแบบบัญชีต่อบัญชี (A2A)
การชำระเงินแบบเรียลไทม์ (Real Time Payment หรือ RTP) ช่วยให้เงินเคลื่อนย้ายระหว่างบัญชีธนาคารได้โดยตรงภายในระยะเวลาไม่กี่วินาที ตลอด 24 ชั่วโมงของทุก ๆ วัน โดยจะสามารถก้าวข้ามการใช้งานเครือข่ายบัตรแบบดั้งเดิมไป โดยจากรายงาน Prime Time for Real-Time ปี 2024 ของ ACI Worldwide พบว่าธุรกรรมการชำระเงินแบบเรียลไทม์ทั่วโลกแตะ 266,000 ล้านรายการในปี 2023 ซึ่งเพิ่มขึ้น 42% เมื่อเทียบกับปีก่อน และคาดว่าจะแตะ 575,000 ล้านรายการภายในปี 2028
สำหรับเจ้าของร้านแล้ว การชำระเงินแบบเรียลไทม์จะช่วยลดช่องว่างระหว่างการขายกับการเข้าถึงเงินลง ช่วยให้กระแสเงินสดดีขึ้นและทำให้การกระทบยอดง่ายขึ้น โดยมีการโอนแบบบัญชีต่อบัญชี (Account to Account หรือ A2A) หรือที่เรียกว่า pay-by-bank เป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งเป็นการพัฒนาที่จะมีต้นทุนการประมวลผลต่ำกว่าการชำระด้วยบัตร เพราะค่าธรรมเนียมเครือข่ายบัตรไม่จำเป็นอีกต่อไป
ซึ่งจากรายงาน Global Payments Report ปี 2025 ของ Worldpay มูลค่า A2A ทั่วโลกคาดว่าจะแตะ 3.8 ล้านล้านดอลลาร์ได้ภายในปี 2030 ในขณะที่ Juniper Research คาดว่ามูลค่าธุรกรรม A2A ทั่วโลกรวมจะเติบโตจาก 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2024 (ราว 56 ล้านล้านบาท) เป็น 5.7 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2029 (ราว 191 ล้านล้านบาท) ซึ่งจากการสำรวจของ FIS A2A ก็ยังจะเป็นช่องทางชำระเงินออนไลน์ออนไลน์ชั้นนำในตลาดต่าง ๆ ทั้งเนเธอร์แลนด์ (iDEAL) โปแลนด์ (BLIK) ฟินแลนด์ รวมถึงบราซิล (Pix) อยู่แล้วด้วย
ระเบียบ Instant Payments Regulation ของสหภาพยุโรป ซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี 2025 กำหนดให้ธนาคารในเขตยูโรต้องรองรับการโอนเครดิตทันทีโดยไม่คิดค่าธรรมเนียมเกินกว่าการโอนแบบมาตรฐาน ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐาน RTP ขยายตัวเพื่อรองรับเจ้าของกิจการที่มุ่งจำหน่ายสินค้าในตลาดยุโรป
การเงินแบบฝังตัวและโซเชียลคอมเมิร์ซ
การเงินแบบฝังตัวนับเป็นการผสานบริการทางการเงิน ทั้งการชำระเงิน การให้กู้ยืม รวมถึงการประกันภัย เข้ากับแพลตฟอร์มที่ไม่ใช่แพลตฟอร์มทางการเงินโดยตรง เช่น เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซและแอปโซเชียลมีเดีย
ซึ่งจาก GM Insights ตลาดการเงินแบบฝังตัวทั่วโลกมีมูลค่าแตะ 1.048 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 3.51 ล้านล้านบาท) ในปี 2024 และคาดว่าจะเติบโตที่อัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น (Compound Annual Growth Rate หรือ CAGR) ราว 23.3% ไปจนถึงปี 2034 ด้วย
โดยการใช้งานของการฝังตัวดังกล่าวถูกขับเคลื่อนด้วยโซเชียลคอมเมิร์ซ ที่คาดการณ์ว่ายอดขายในสหรัฐฯ จะทะลุ 1 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2026 (ราว 3.35 ล้านล้านบาท) ตามรายงานของ eMarketer ในขณะที่งานวิจัย State of Social ปี 2025 ของ Deloitte Digital พบว่าผู้บริโภค 34% ระบุว่ากระบวนการชำระเงินที่ง่ายขึ้นจะทำให้มีแนวโน้มซื้อบนแพลตฟอร์มโซเชียลมากขึ้น
สำหรับเจ้าของร้าน การผสานการเช็กเอาต์ในตัวและช่องทางชำระเงินออนไลน์ที่รับได้ภายในแอปโซเชียลจึงกำลังกลายเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องคำนึงในกลยุทธ์การชำระเงิน
การพิสูจน์ตัวตนด้วยเทคโนโลยีชีวมิติ
การพิสูจน์ตัวตนด้วยชีวมิติ (Biometric Authentication) ใช้การสแกนลายนิ้วมือ การจดจำใบหน้า หรือลักษณะทางชีวภาพอื่นเพื่อยืนยันตัวตนตอนเช็กเอาต์แทนที่ PIN และรหัสผ่าน โดยจากผลสำรวจของ Javelin Strategy & Research ที่ American Banker อ้างถึงในเดือนสิงหาคม 2025 พบว่าผู้บริโภคในสหรัฐฯ กว่า 47% ระบุว่ามีแนวโน้มหรือมีแนวโน้มมากที่จะใช้การพิสูจน์ตัวตนด้วยชีวมิติที่เครื่องรับชำระของร้านค้า
สำหรับเจ้าของร้าน การเช็กเอาต์ด้วยชีวมิติจะช่วยลดอุปสรรค ณ จุดขายและสามารถลดความเสี่ยงจากการฉ้อโกงได้ โดยห้องข่าวของ Mastercard ระบุว่าโปรแกรม Biometric Checkout Program ของ Mastercard มีกรอบการทำงานที่ธนาคาร ผู้ขาย รวมถึงผู้ให้บริการเทคโนโลยีจะสามารถใช้งานเพื่อเสนอตัวเลือกการชำระเงินด้วยลายนิ้วมือ การจดจำใบหน้า และม่านตาในร้านค้าได้
ทั้งนี้ได้มีการริเริ่มโครงการนำร่องขึ้นในบราซิล โปแลนด์ รวมถึงเอเชียแปซิฟิก พร้อมแผนการขยายเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามการใช้งานในปัจจุบันยังคงอยู่ในระยะเริ่มต้นในตลาดส่วนใหญ่
สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC)
สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (Central Bank Digital Currency หรือ CBDC) เป็นสกุลเงินเฟียตของประเทศในรูปแบบดิจิทัล ที่ออกและสนับสนุนโดยธนาคารกลางของประเทศนั้น ๆ โดยจากผลสำรวจปี 2024 ของ Bank for International Settlements ที่สำรวจธนาคารกลาง 93 แห่ง พบว่า 91% กำลังศึกษา CBDC แบบรายย่อยหรือแบบขายส่ง
CBDC Tracker ของ Atlantic Council รายงานว่ามี 137 ประเทศและกลุ่มสกุลเงิน ซึ่งคิดเป็น 98% ของ GDP โลก ที่กำลังศึกษาความเป็นไปได้ของ CBDC อยู่ โดยมีโครงการนำร่อง 49 โครงการที่กำลังดำเนินการ รวมถึงอีกกว่าสามประเทศที่ทำการเปิดตัวสกุลเงินดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบแล้ว ได้แก่ บาฮามาส จาเมกา และไนจีเรีย
นอกจากนี้จากระยะเตรียมการยูโรดิจิทัล ECB ของธนาคารกลางยุโรป (Europe Central Bank หรือ ECB) ที่เสร็จสิ้นไปในเดือนตุลาคม 2025 รวมถึงการเดินหน้าเรื่องความพร้อมทางเทคนิคในปัจจุบันแล้ว ก็ยังจะมีแผนนำร่องในช่วงครึ่งหลังของปี 2027 และมีความเป็นไปได้ที่จะออกค่าเงินได้เร็วที่สุดในปี 2029 ขึ้นอยู่กับการรับกฎหมายของสหภาพยุโรปในปี 2026 ด้วย
ช่องทางรับชำระเงินบน Shopify
Shopify Payments ช่วยให้เจ้าของร้านรับบัตรเครดิตและบัตรเดบิต การเช็กเอาต์แบบด่วนทั้ง Shop Pay และ Shop Pay Installments รวมถึงช่องทางชำระเงินออนไลน์ท้องถิ่นตามที่ตั้งของลูกค้า นอกจากนี้เจ้าของร้านยังสามารถผสานแพลตฟอร์มการชำระเงินภายนอกควบคู่ไปกับ Shopify Payments ได้อีกด้วย โดยเมื่อคำสั่งซื้อถูกประมวลผลผ่าน Shopify Payments จะไม่มีค่าธรรมเนียมธุรกรรมจากผู้ให้บริการภายนอก
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับช่องทางชำระเงินออนไลน์
ค่าธรรมเนียมการประมวลผลการชำระเงินมีต้นทุนเท่าไร
ค่าธรรมเนียมการประมวลผลการชำระเงินแตกต่างกันไปตามช่องทางชำระเงินออนไลน์ ประเภทบัตร รวมถึงผู้ให้บริการประมวลผลการชำระเงิน เมื่อใช้งาน Shopify Payments เจ้าของร้านจะต้องชำระอัตราค่าบัตรเครดิตที่แตกต่างกันไปตามแพ็กเกจ Shopify โดยไม่มีค่าธรรมเนียมธุรกรรมจากผู้ให้บริการภายนอกเพิ่มเติมสำหรับคำสั่งซื้อที่ประมวลผลผ่านช่องทางดังกล่าว
ในขณะเดียวกันเจ้าของร้านที่ใช้บริการผู้ให้บริการชำระเงินภายนอกจะต้องชำระทั้งค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตของผู้ให้บริการนั้นและค่าธรรมเนียมธุรกรรมของ Shopify โดยสามารถตรวจสอบอัตราปัจจุบันของ Shopify Payments ได้ที่ Settings > Payments ใน Shopify admin หรือที่หน้าราคาของ Shopify
ดิจิทัลวอลเล็ตปลอดภัยไหม
ดิจิทัลวอลเล็ตใช้การทำโทเคนในการประมวลผลการชำระเงิน ที่จะแทนที่รายละเอียดบัตรด้วยโค้ดเฉพาะ ทำให้หมายเลขบัตรจริงไม่เคยถูกแชร์กับผู้ขาย นอกจากนี้ดิจิทัลวอลเล็ตส่วนใหญ่ยังกำหนดให้ต้องพิสูจน์ตัวตนด้วยชีวมิติ เช่น ลายนิ้วมือหรือการสแกนใบหน้า หรือใช้ PIN ก่อนที่การชำระเงินจะได้รับอนุมัติด้วย
จะลดการฉ้อโกงการชำระเงินได้อย่างไร
Shopify มีการวิเคราะห์การฉ้อโกงในทุกคำสั่งซื้อ โดยจะทำเครื่องหมายธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูงจากปัจจัยต่าง ๆ ทั้ง IP address ข้อมูลการเรียกเก็บเงิน รวมถึงลักษณะของคำสั่งซื้อไว้ ซึ่งในคราวเดียวกัน Shopify Payments ก็ยังจะสามารถเพิ่มการป้องกันการทดสอบบัตรและการพิสูจน์ตัวตน 3D Secure ได้โดยอัตโนมัติด้วย ในขณะที่ Shopify Protect จะทำการคุ้มครองคำสั่งซื้อ Shop Pay ที่ตรงตามคุณสมบัติจากการ chargeback แบบฉ้อโกง รวมถึงมีแอปป้องกันการฉ้อโกงเพิ่มเติมผ่าน Shopify App Store
ตัวกลางรับชำระเงินออนไลน์กับผู้ให้บริการประมวลผลการชำระเงินต่างกันอย่างไร
ตัวกลางรับชำระเงินออนไลน์คือเทคโนโลยีที่จับและส่งข้อมูลการชำระเงินจากลูกค้าตอนเช็กเอาต์ไปยังผู้ให้บริการประมวลผลการชำระเงินอย่างปลอดภัย จากนั้นผู้ให้บริการประมวลผลจะสื่อสารกับธนาคารของลูกค้าเพื่ออนุมัติหรือปฏิเสธธุรกรรม แล้วย้ายเงินไปยังบัญชีของเจ้าของร้าน ซึ่งผู้ให้บริการบางราย รวมถึง Shopify Payments จะรวมสองฟังก์ชันนี้ไว้ในการผสานกระบวนการเพียงคราเดียว
วิธีที่เร็วที่สุดในการได้รับเงินคืออะไร
ความรวดเร็วในการชำระเงินขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการประมวลผลการชำระเงินและสถานที่ของเจ้าของร้าน โดยเมื่อใช้งาน Shopify Payments เงินจะถูกชำระเป็นประจำเข้าบัญชีธนาคารของเจ้าของร้านโดยตรง ซึ่งอาจเป็นระยะรายวันในบางภูมิภาค โดยช่องทางชำระเงินออนไลน์แบบเรียลไทม์ เช่น การโอนตรงแบบบัญชีสู่บัญชี (account-to-account) จะสามารถลดเวลาการรับเงินลงได้เมื่อเทียบกับการชำระด้วยบัตร ซึ่งปกติแล้วจะใช้เวลา 1 ถึง 3 วันทำการกว่าจะเรียบร้อย

